โป๊ะแตกอีก! โรงแรมเดอะ คอร์แจงยิบ “บอล” ไม่ใช่เจ้าของ แถมปลดจากทีมบริหารแล้ว

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่โรงแรม The Core ซึ่งมีการระบุว่า “บอล กฤษณะ” เป็นเจ้าของนั้น ในช่วงสายวันนี้ นางสาวภาณุมาส อุดมขันติกุล ได้เป็นตัวแทนของนางพีรยา คุวานันท์ หรือรู้จักกันในชื่อ “ป้าน้อง” ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ทั้งหมดของโครงการ เดอะ เชียงใหม่ คอมเพล็กซ์ ด้านหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ก่อนหน้านี้เกิดคดีความที่มีการซ้อมลูกนายพล ในสถานบันเทิงชื่อมาลิน พลาซ่า ภายในโครงการฯ โดยได้ชี้แจงว่า ขณะนี้ได้มีการยกเลิกสัญญากับ”บอล”กฤษณะ อมิตรสูญ ที่ถูกเชื่อมโยงกับคดีทำร้ายร่างกายลูกชายนายพลจนได้รับบาดเจ็บสาหัสs__4546963นางสาวภาณุมาสกล่าวว่า ปฏิเสธว่าไม่ใช่เลขาของนายกฤษณะ แต่เป็นตัวแทนของนางพีรยา คุวานันท์  ที่ผ่านมา “บอล” มีการอ้างว่าเป็นเจ้าของพื้นที่เป็นผู้บริหารโครงการฯ แต่ข้อเท็จจริงจากเจ้าของโครงการคือ เป็นลักษณะของการร่วมกันบริหาร โดย “บอล” ไม่ได้มีหุ้นส่วนหรือเป็นเจ้าของโครงการนี้ เป็นเพียงทีมผู้บริหารงานที่ดูแลในภาพรวมของโครงการ โดยเข้ามาด้วยเหตุผลทางธุรกิจที่เจ้าของโครงการมองว่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารอสังหาริมทรัพย์ จึงได้ชักชวนมาร่วมบริหารโรงแรม และโครงการ ส่วนเรื่องรายได้หรือส่วนแบ่งเป็นข้อตกลงกันระหว่างเจ้าของกับ “บอล”%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%abนางสาวภาณุมาสกล่าวว่า ทั้งนี้ได้มีการยกเลิกสัญญาทุกอย่างกับ “บอล” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่ได้มีการประกอบธุรกิจสีเทาอย่างที่ถูกพาดพิง และไม่ได้มีส่วนในธุรกิจสีเทาของ “บอล” อย่างที่เป็นข่าว ทั้งนี้เจ้าของยังอยู่ต่างประเทศ หากเดินทางกลับมาก็จะพร้อมชี้แจงกับสื่ออีกครั้งหนึ่ง

ส่วนกรณีที่โรงแรม เดอะ คอร์ ถูกปิด เนื่องจากตรวจสอบไม่พบใบอนุญาต ทางโครงการแจ้งว่ากำลังอยู่ในช่วงขอใบอนุญาต แต่ก็ยอมรับว่าเปิดให้บริการก่อนจริง ซึ่งจากนี้ก็จะปิดบริการไปจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจึงจะกลับมาให้บริการ

 คลิปตอนที่บอลและอุ้มไปออกรายการทีวีรายการหนึ่งแล้วพูดกลางรายการว่าเป็นเจ้าของโรงแรม เดอะ คอร์ เชียงใหม่ 

ที่มา>>>ข่าวสด

ทุบแล้ว! สระน้ำโผล่กลางทะเลพัทยา เจ้าของเปิดใจ ยอมรับสภาพ เลิกกิจการ!!

จากกรณีมีประชาชนร้องเรียน สระว่ายน้ำของโรงแรมโกลเด้นคลิปเฮาส์ บริเวณเขาพระตำหนัก เลขที่ 352/55 หมู่ 12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี สร้างลุกล้ำเข้าไปในเขตทะเล ต่อมาเจ้าหน้าที่สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเมืองพัทยา ได้ตรวจสอบพบว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 และรวบรวมหลักฐานร้องทุกข์กล่าวโทษไปยังสภ.เมืองพัทยา

พร้อมสนธิกำลังหน่วยงานผู้เกี่ยวของลงพื้นที่ตรวจสอบและควบคุมตัว นายวรรธนันท์ ยิ้มละม้าย อายุ 64 เจ้าของโรงแรม สางดำเนินคดีในข้อกล่าวหา ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนโรงแรม ก่อนที่นายวรรธนันท์ จะยื่นหลักทรัพย์ 40,000 บาท ขอประกันตัวชั่วคราว201611191728083-20041019161308จากนั้นนายชนัฐพงศ์ ศรีวิเศษ ปลัดเมืองพัทยา ปฏิบัติหน้าที่นายกเมืองพัทยา พร้อมคณะเจ้าหน้าที่เมืองพัทยา ทหาร และฝ่ายปกครองได้เดินทางไปยังโรงแรมโกลเด้นคลิปเฮาส์ เพื่อติดประกาศคำสั่งจากจากเมืองพัทยา โดยมีคำสั่งให้ให้ระงับการใช้อาคารหรือปิดกิจการชั่วคราวจนกว่าจะได้ใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น เนื่องทางโรงแรมได้ขออนุญาตใช้เป็นอาคารที่พักอาศัยรวม แต่กลับใช้เป็นกิจการประเภทโรงแรม ส่วนสระว่ายน้ำที่ก่อสร้างลุกล้ำลำน้ำและที่สาธารณะ ให้รื้อถอนภายใน 15 วัน นับจากปิดประกาศ201611221559188-20041019161308ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 22 พ.ย. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบ ที่โรงแรมโกลเด้นคลิปเฮาส์ พบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไร้ซึ่งบรรดานักท่องเที่ยวและแขกที่มาเข้าพัก มีเพียงพนักงานกำลังเก็บข้าวของเครื่องใช้ เนื่องจากโรงแรมได้ปิดกิจการลงชั่วคราวตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ส่วนบริเวณสระว่ายน้ำเจ้าปัญหาที่สร้างลุกล้ำเขตทะเล พบว่ามีพนักงานจำนวนหนึ่งกำลังใช้ค้อนขนาดใหญ่ค่อยๆทุบทำลายขอบสระบางส่วนเท่าที่สามารถทำได้ พร้อมใช้เครื่องสูบน้ำออกจากสระน้ำในขณะเดียวกัน
201611221559189-20041019161308โดยนายวรรธนันท์ ยิ้มละม้าย ในฐานะตัวแทนโรงแรมเปิดใจว่า แต่ก่อนที่นี้เป็นบ้านพักก่อนเจ้าของเดิมจะสร้างอพาร์ทเม้นต์ขึ้นมาประมาณปี 2538 หรือ 2539 พร้อมกับสระว่ายน้ำ จนมาปี 2550 เริ่มมาประกอบเป็นธุรกิจ ซึ่งทางผู้บริหารเก่าอาจจะยื่นขออนุญาตประกอบธุรกิจประเภทอื่น ซึ่งไม่ใช่โรงแรม ส่วนทางผมนั้นได้เริ่มเข้ามาดูแลประมาณปี 2551 โดยไม่ทราบว่าสระว่ายน้ำสร้างรุกล้ำ และได้สานต่อธุรกิจแบบเต็มตัวในปี 2558 ส่วนห้องเช่ายังเป็นการให้บริการแบบรายเดือน และได้พยายามยื่นขอประกอบธุรกิจประเภทโรงแรม โดยทางฝ่ายบัญชีและการเงินเป็นฝ่ายดำเนินการเดินเรื่อง แต่ไม่สามารถดำเนินการขออนุญาตประกอบธุรกิจประเภทโรงแรมได้โดยไม่ทราบสาเหตุ จากนั้นจึงหยุดระงับเรื่องดังกล่าว จนปัจจุบันทางโรงแรมถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย201611221559184-20041019161308“ผมยอมรับสภาพทุกอย่างทั้งเรื่องการทุบสระว่ายน้ำ และเรื่องการห้ามใช้อาคารของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ของเมืองพัทยา โดยผู้รับเหมาที่ว่าจ้างจะดำเนินการนำเครื่องจักรมารื้อถอนสระว่ายน้ำวันพฤหัสบดีที่ 24 พ.ย.นี้ ค่าใช้จ่ายประมาณ 1 ล้านบาท ส่วนการรื้อสระว่ายน้ำจะได้สภาพเดิมนั้นหรือไม่ ก็ต้องดูทางเมืองพัทยาจะให้เรารื้อขนาดไหน ส่วนการบริการห้องพักทางเราได้หยุด แล้วคืนเงินให้กับลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป โดยมีการสั่งจองห้องพักล่วงหน้าถึงเดินเม.ย.ปี 2560 ซึ่งเราได้สั่งยกเลิกและคืนเงินให้กับลูกค้าที่ได้โอนเงินมาจองที่พักแล้วทั้งหมด นับมูลค่าเสียหายหลายล้านบาท”นายวรรธนันท์ เผย

นายวรรธนันท์ กล่าวด้วยว่า ส่วนพนักงานจะทำงานวันสุดท้ายวันที่ 25 พ.ย. และโรงแรมจะจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบตามกฎหมายให้กับพนักงานทุกคน ซึ่งมีประมาณ 35 คน สำหรับการจะกลับมาเปิดให้บริการใหม่นั้น ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกลับมาเปิดให้บริการหรือปิดกิจการไปเลยมัน เป็นเรื่องของอนาคตนั้นเป็นเรื่องของเจ้าของที่ดินดังเดิม ส่วนตัวผมคงไม่ดำเนินธุรกิจต่อคงคืนให้เจ้าของเดิมต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

วิจารณ์วัดดังเชียงใหม่ เปิดบริการแบบโรงแรมคืนละ 600 สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ติงเหมาะหรือไม่

จากกรณีมีการตั้งประเด็นความเหมาะสมของวัดอู่ทรายคำ ต.ช้างม่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ที่กำลังทำการก่อสร้างอาคาร 4 ชั้น ตั้งประชิดและสูงกว่าหอไตรที่สร้างจากไม้เกือบทั้งหลัง อายุเก่าแก่กว่าร้อยปี โดยจากการตรวจสอบพบว่าการก่อสร้างดังกล่าวได้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างกับทางเทศบาลนครเชียงใหม่แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการอนุญาต ทว่าได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว จนมีประชาชนร้องเรียนและถูกสั่งระงับก่อสร้าง เมื่อวันที่ 22 ส.ค.59 ที่ผ่านมา  นอกจากนี้ชาวเชียงใหม่ยังตั้งข้อสงสัยด้วยว่า วัดมีการใช้อาคารสูง 3 ชั้นที่มีอยู่เดิมของวัดเปิดให้บริการห้องพักหรือไม่ หลังจากที่มีผู้โพสต์ภาพในโซเชียลมีเดีย เป็นภาพห้องพักที่ดูคล้ายห้องพักโรงแรม ทั้งจากการจัดวางเตียงที่นอน และสิ่งอำนวยความสะดวกภายใน รวมทั้งยังได้มีการโพสต์ภาพที่ดูคล้ายระเบียบเกี่ยวกับการใช้ห้องพักด้วย ซึ่งระบุว่าเป็น “ศูนย์ที่พักอาคันตุกะสงฆ์ และผู้ติดตาม” และยังมีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ตลอดจนมีการระบุเกี่ยวกับบริการนวดแผนโบราณด้วย เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้แจ้งข้อมูลว่ามีการโพสต์ข้อความและภาพเป็นจำนวนมากในเพจเฟซบุ๊ค “วัดอู่ทรายคำ จ.เชียงใหม่” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการโพสต์ภาพ พร้อมกับข้อความแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกของผู้คนที่เข้าพักในห้องพัก ที่มีการตกแต่งอย่างดีและสวยงาม พร้อมทั้งมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งโทรทัศน์,เครื่องปรับอากาศ,เครื่องทำน้ำอุ่น หรือแม้แต่อ่างอาบน้ำ ตลอดจนมีบริการอาหารเช้าด้วย โดยผู้ที่เข้าพักมีทั้งพระสงฆ์ และคนทั่วไป ซึ่งมีคนที่เข้าพักเป็นหมู่คณะหรือครอบครัวที่ประกอบทั้งผู้ชาย,ผู้หญิง และเด็กด้วย  ขณะที่จากการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวพบว่า มีการโพสต์ภาพเกี่ยวกับการเข้าพักในห้องพักที่ดูคล้ายห้องพักโรงแรมเป็นจำนวนมาก และต่อเนื่องมาตลอดช่วงประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา โดยใช้เฟซบุ๊คส่วนตัวในการโพสต์ภาพและแสดงความรู้สึกจากการได้เข้าพัก ซึ่งผู้ที่โพสต์มีผู้ที่แต่งกายคล้ายพระสงฆ์รวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก โดยที่โพสต์เกือบทั้งหมดต่างแสดงความรู้สึกในเชิงประทับใจกับการได้เข้าพักและได้รับบริการที่ดี พร้อมทั้งมีบางรายที่เชิญชวนให้คนรู้จักหรือพรรคพวกเพื่อนฝูงที่จะเดินทางมาท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ เข้าใช้บริการพักที่เดียวกัน  ตัวอย่าง เช่น “ถึงที่พักแล้วจร้า:-) แนะนำเลยจร้าที่พักประจำของที่บ้านเลย วัดอู่ทรายคำ อยู่ตรงประตูท่าแพเลยจ้า สะอาด สะดวก สบาย ที่จอดรถปลอดภัย ที่สำคัญได้อุดหนุนทางวัดเอาเงินเข้าวัดด้วยจ้า ใครสนใจเบอร์นี้โดยตรงกับทางวัดเลยจ้า คืนละ 600/ห้อง พร้อมอาหารเช้า (ราคาโดนใจพี่อย่างแรง) #ไม่มีค่านายหน้าใดๆทั้งสิ้นนะคะ ของเค้าดีจริงเลยบอกต่อ 089~555xxxx”, “ถึงและที่พักประจำ หาของกินดิรออะไร” , “มาพัก 3 คืน พึ่งจะได้รับของเช้าที่นี่ก็วันสุดท้ายนี่ล่ะ” , “ถึงที่พักแล้วครับ…คืนนี้นอนวัดนะรู้ยัง@เชียงใหม่” , “สวยจิงๆขอบอกเรย” , “เห็นแบบนี้แล้วใครๆคิดว่านี้เป็นโรงแรมแต่ไม่ใช่ 555+”, “คืนนี้นอนที่นี้แล้วกันโรงแรมวัดอู่ทรายคำ”, “ค่ำคืนนอนวัดนะ เห็นสวยๆ แบบนี้วัดนะแจ๊ะๆ มะใช่ โรงแรม”  ขณะเดียวกันยังพบด้วยว่า ในหลายโพสต์เป็นภาพของผู้ที่แต่งกายคล้ายพระสงฆ์ในอิริยาบถต่างๆ ระหว่างการเข้าพัก รวมทั้งการถ่ายภาพเซลฟี่ของพระสงฆ์รายหนึ่งขณะนอนอยู่บนเตียง แล้วโพสต์พร้อมข้อความว่า “ไม่มีคนนอนด้วยหะคนับ หนาวแอจริงเลยนะครับ” โดยหลังจากนั้นมีผู้ใช้เฟซบุ๊คที่เชื่อว่าน่าจะเป็นหญิงสาวเข้ามาแสดงความเห็นว่า “ห่มผ้าสิ5555” แล้วผู้ที่แต่งกายคล้ายพระสงฆ์รายดังกล่าวก็ตอบกลับไปว่า “ไม่มีคนกอดให้หายอุ่นนะน้อง…”

ทั้งนี้ ได้รับการชี้แจงจากทางลูกศิษย์วัดทางโทรศัพท์ว่า ในส่วนของอาคารที่ร้องเรียนและถูกระงับการก่อสร้างจากทางเทศบาลนครเชียงใหม่ ทางวัดได้ยุติการก่อสร้างไว้แล้ว ส่วนกรณีการบริการห้องพักนั้น ขอปฏิเสธว่าไม่ได้มีการเปิดให้บริการในลักษณะเป็นโรงแรมที่พัก โดยยอมรับว่ามีการเปิดห้องให้พักจริง แต่ให้เป็นที่พักเฉพาะพระสงฆ์ที่มีความจำเป็นเท่านั้น เช่น เจ็บป่วยจากต่างจังหวัดมารักษาตัวที่โรงพยาบาลใน จ.เชียงใหม่ หรือมาติดต่อกิจธุระแล้วไม่มีที่พัก ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่เคยเปิดให้คนทั่วไปเข้าพัก โดยทั้งวัดมีพระจำพรรษาอยู่ทั้งหมด 6 รูป และไม่ขอให้รายละเอียดใดๆ เพิ่มเติมแล้ว

แฟนเพจเฟซบุ๊คเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ได้ทำการแชร์โพสต์ของผู้ที่ใช้เฟซบุ๊ค Saowakhon Sriboonruang ที่โพสต์ข้อความว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร วันที่วัดสร้างอาคารใหม่ ติดกับหอไตรเก่าแก่งดงาม สูงตระหง่านค้ำหอไตร สูงกว่าเจดีย์ สูงกว่าวิหาร ฤาความเชื่อความยึดถือศรัทธา สิ้นมนต์ไปจากแผ่นดินล้านนาเสียแล้ว” พร้อมกับภาพถ่ายหอไตรที่สร้างจากไม้เกือบทั้งหลังอายุเก่าแก่ในวัดแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งพื้นที่ติดกันนั้นทางวัดกำลังทำการก่อสร้างอาคารที่มีการขึ้นโครงสร้างเสาและเทพื้นแล้ว คาดว่าน่าจะมีความสูงไม่ต่ำกว่า 3 ชั้น และความสูงเบื้องต้นเท่ากันหรือสูงกว่าหอไตรแล้ว ซึ่งผู้ที่เห็นโพสต์ดังกล่าวต่างแสดงความเห็นว่า การสร้างอาคารสูงดังกล่าวค้ำหอไตรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการที่วัดเป็นผู้สร้างเอง
ต่อมาแฟนเพจเฟซบุ๊ค “จับตาเชียงใหม่” ได้มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยการโพสต์แชร์ข่าว “หดหู่! ชุมชนโพสต์ภาพวัดเชียงใหม่สร้างตึกประชิดและสูงค้ำหอไตรไม้เก่าแก่อายุกว่าร้อยปี-เหยียบย่ำศรัทธา” และมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ทั้งในแง่ความเหมาะสมและการตั้งคำถามถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างอาคาร ขณะเดียวกันยังได้มีการโพสต์ภาพห้องพักที่ดูคล้ายห้องพักโรงแรม ทั้งจากการจัดวางเตียงที่นอน และสิ่งอำนวยความสะดวกภายใน รวมทั้งยังได้มีการโพสต์ภาพที่ดูคล้ายระเบียบเกี่ยวกับการใช้ห้องพักด้วย ซึ่งระบุว่าเป็น “ศูนย์ที่พักอาคันตุกะสงฆ์ และผู้ติดตาม”  และมีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ตลอดจนมีการระบุเกี่ยวกับบริการนวดแผนโบราณด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

บุกตรวจผับดังเมืองขอนแก่นเปิดขายเหล้าเกินเวลา ตรวจฉี่เจอสารเสพติด 3 ราย

 เมื่อเวลา 02.25 น. วันที่ 7 ก.ค. พล.ต.ชาญชัย ว่านเครือ ผบ.มทบ.23 ได้รับการร้องเรียนผับชื่อดังในเขตเทศบาลขอนแก่นเปิดเกินเวลาและมียาเสพติดเข้ามายุ่งเกี่ยว ตั้งอยู่เลขที่ 231/2 ถนนประชาสำราญ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น จึงสั่งการให้ พท.พิทักษ์พล ชูศรี หัวหน้าชุดปฏิบัติการกองกำลังรักษาความสงบขอนแก่น ร่วมกับปปส. ภาค 4 ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดขอนแก่น สภ. เมืองขอนแก่น นำกำลังเจ้าหน้าที่ ทหาร/ตำรวจ ปกครองกว่า 50 นาย เข้าไปตรวจในสถานที่ดังกล่าว ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาย-หญิงมากกว่า 200 คน กำลังดื่มและร้องเต้นกันอย่างสนุกสนาน จากการตรวจสอบผับดังกล่าว เปิดเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด และมีนักท่องเที่ยวพากันดื่มเหล้าเบียร์ตามปกติ และอยู่ในสภาพมึนเมาสุรา จากการตรวจสอบเอกสารสำคัญพบว่า มีใบอนุญาตจำหน่ายสุราและใบอนุญาต ประกอบกิจการร้านอาหาร แต่เนื่องจากมีการจำหน่ายสุราเลยช่วงเวลาเที่ยงคืน ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2558 ไปแล้ว ถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย และเอกสารสำคัญชื่อสถานบริการไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม ได้สุ่มตรวจปัสสาวะนักท่องเที่ยวในผับดังกล่าว พบว่ามีสารเสพติด 3 ราย และมีห้องนอนลักษณะเป็นโรงแรมชั่วคราว วีไอพี 3 ห้อง ซึ่งเป็นห้องสูทคาราโอเกะแบบมีเตียงนอน 2 ห้อง เจ้าหน้าที่จึงทำบันทึกตามขั้นตอนและส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พท.พิทักษ์พล เปิดเผยว่า กำลังจนท.ทหาร ตำรวจ และปกครอง เข้าตรวจสอบสถานบันเทิงดังกล่าว ผลปรากฏว่ามีแต่นักท่องเที่ยวเข้ามานั่งกินเหล้าเกินเวลา และยังพบว่าพนักงานยังให้บริการตามปกติเหมือนที่ผับดังกล่าวเปิดให้บริการเหมือนหัวค่ำ เจ้าหน้าที่สั่งการให้หยุดและเปิดไฟในผับ ทำการตรวจค้นบัตรประชาชนและสารเสพติดกับนักเที่ยวกว่า 200 ราย พบมีสารเสพติด 3 ราย และมีห้องนอนลักษณะเป็นโรงแรมชั่วคราว 3 ห้อง จึงได้มอบให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่นดำเนินคดีตามกฎหมาย

ที่มา>>>ข่าวสด

พนง.สุดช็อก เปิดห้องทำงานเจอศพอดีตรองผู้ว่าฯกปน. ถูกคนร้ายตีจนตาย-เลือดอาบ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 16 มิ.ย. ร.ต.อ.วัชรพงษ์ ศรีขน รองสว.(สอบสวน) สน.จรเข้น้อย รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกฆ่าเสียชีวิตภายในไซด์งานก่อสร้าง ริมถนนหลวงแพ่ง แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กทม. จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อม พล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา ผบก.น.3 พ.ต.อ.สมเกียรติ สนใจ ผกก.สน.จรเข้น้อย แพทย์นิติเวชรพ.ตร. เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.)และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู  ที่เกิดเหตุเป็นไซด์งานก่อสร้างศูนย์การค้า บนเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ของบริษัท เทรดเชอร์ เอสเตท จำกัด จุดเกิดอยู่ภายในตู้คอนเทรนเนอร์ที่ดัดแปลงทำเป็นออฟฟิศ พบนายวีรชาติ โอฬารพิริยะกุล อายุ 62 ปี อดีตรองผู้ว่าฝ่ายการผลิตและส่งน้ำการประปานครหลวง ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาวิศวกรในโครงการดังกล่าว และเป็นหุ้นส่วนระดับสูงในโครงการ ถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนตีด้วยไม้เบสบอลเข้าที่ท้ายทอยด้านหลังเป็นแผลฉกรรจ์ เสียชีวิตในจุดเกิดเหตุ จากการสอบสวนพยานให้การว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายวีรชาติได้เรียกให้เข้าไปซ่อมคอมพิวเตอร์ในห้องทำงาน ก่อนจะออกจากห้องเพื่อไปเอาเครื่อง กระทั่งเมื่อกลับเข้ามาพบประตูห้องล็อค จึงได้ใช้กุญแจสำรองไขเข้าไปก็พบนายวีรชาตินอนอยู่บนพื้นจมกองเลือดจึงรีบประสานเจ้าหน้าที่ให้เข้าช่วยเหลือ แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนบุคคลใกล็ชิดถึงเรื่องบาดหมางและมูลเหตุในการก่อเหตุครั้งนี้ พร้อมจัดชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อหาเส้นทางหลบหนีของคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายงานข่าวระบุว่า บริษัทดังกล่าวซึ่งประกอบกิจการโรงแรม รีสอร์ท และห้องชุด ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและได้มีนายวีรชาติเข้ามาช่วยดูแลและให้คำปรึกษา

ที่มา>>>ข่าวสด