ชีวิตสุดรันทด 2 ผัวเมียพิการแขนขาลีบทั้งคู่ อาศัยเล้าไก่เป็นที่ซุกหัวนอน-อดมื้อกินมื้อ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 4 ตุลาคม นายสุวิทย์ เดชครุฑ นายอำเภอสามง่าม จ.พิจิตร พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ นราพิสุทธิ์ รองผบก.พิจิตร พ.ท.วันปิยะ แก้วเกศ ผบ.พัน 23 กกล.รส.จว.พิจิตร ได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 56/2 หมูที่ 17 ต.หนองโสน อ.สามง่าม จ.พิจิตร หลังจากที่ได้รับแจ้งจากนายวิเชียร ทาเฮี๊ยะ ผู้ใหญ่บ้านหมูที่ 17 ว่ามี 2 สามีภรรยาป่วยทุกข์พลภาพ อาศัยเล้าไก่เป็นที่พักพิง อดมื้อกินมื้อมาเป็นเวลานาน201610041003481-20041020141203พบนายเผชิญ จันทน์ผา อายุ 54 ปี และนางสุรีย์ เหล็กเพ็ชร อายุ 47 ปี 2สามีภรรยา ซึ่งพิการมือเท้าลีบทั้ง 2 คน ไม่สามารถทำงานหนักได้ โดยนายเผชิญเดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น เนื่องจากเป็นโปลิโอตั้งแต่เด็ก ซึ่งสภาพของบ้านที่อยู่อาศัยนั้นเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว สภาพผุพัง เหม็นกลิ่นอับคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เนื่องจากบ้านหลังดังกล่าวนั้นเป็นเล้าไก่ มีผู้ใหญ่บ้านได้ช่วยกันนำไม้ยูคามากั้นและทำหลังคากันแดดกันลมให้ 2 สามีภรรยาอาศัยอยู่ ซึ่งนายเผชิญและนางสุรีย์กินนอนอยู่กับไก่เป็นที่น่าอนาจใจเป็นอย่างยิ่ง

 นายวิเชียร ผู้ใหญ่บ้าน เปิดเผยว่า ตนและชาวบ้านที่นี่ได้ช่วยกันหาไม้มาทำเพิงที่พักให้ ก็หาได้ตามมีตามเกิด บางคนก็เอาข้าว เอาน้ำมาให้ เพราะเห็นว่านายเผชิญและนางสุรีย์ป่วยพิการ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงได้เอาไก่มาให้เลี้ยง 2 ตัว เพื่อทำพันธุ์ขาย ชาวบ้านที่นี่ก็ช่วยเหลือกันไปตามสภาพ เห็นแล้วรู้สึกหดหู่ที่เห็น 2 สามีภรรยาคู่นี้อยู่ด้วยความทุกข์ยาก จึงได้แจ้งให้กับทางอำเภอทราบ

ด้านนายสุวิทย์ นายอำเภอสามง่าม กล่าวว่า หลังจากที่ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของนายเผชิญและนางสุรีย์ 2 สามีภรรยาแล้ว ยอมรับว่ารู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างมาก ตอนนี้ก็เตรียมความช่วยเหลือให้กับ 2 สามีภรรยาแล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของทั้ง 2 คน เกรงว่าจะได้รับเชื้อโรคจากไก่ที่เลี้ยง เพราะเท่าที่ดูแล้ว ทั้งสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ของนายประเสริฐและนางสุรีย์นั้นกินนอนอยู่กับไก่ที่เลี้ยงเลย จะบอกว่าเป็นบ้านก็คงไม่ใช่ น่าจะเป็นเล้าไก่มากกว่า ซึ่งผมจะรายงานไปยังจังหวัด และประสานงานให้หน่วยงานต่างๆเข้ามาช่วยเหลือ2 สามีภรรยาเป็นการเร่งด่วนต่อไป

นายเผชิญกล่าวว่า เดินไม่ได้มาตั้งแต่เด็กเนื่องจากเป็นโรคโปริโอ ต้องใช้รถเข็น ส่วนภรรยาก็พิการแขนขารีบ ทำงานไม่ไหวทุกวันนี้ ต้องอาศัยเล้าไก่ทำเป็นบ้าน เพราะไม่มีเงินที่จะปลูกต้องกินนอน อยู่กับไก่ เพราะผู้ใหญ่บ้านใจดีไปซื้อพันธุ์ไก่มาให้เลี้ยง เพื่อเอาไก่เวลามีลูกเอาไว้ขายเพื่อนำเงินมาซื้ออาหารกิน ทุกวันนี้ยอมรับว่าอดมื้อกินมื้อ มีชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ให้อาหารการกิน ทุกวันตนเองใช้เงินคนพิการ 2 ผัวเมียเพื่อประทังชีวิต สิ่งที่อยากให้ช่วยเหลือ อยากมีบ้านให้พออยู่ได้เท่านั้นก็พอใจแล้ว

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคเงินช่วยเหลือได้ที่บัญชีนี้ 201610041103571-20041020141203

ที่มา>>>ข่าวสด

8 ประโยชน์ล้ำเลิศของ “กีวี” หน้าใส-ต้านมะเร็ง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กีวี่ช่วงนี้หากเดินตามตลาด ซุปเปอร์มาร์เก็ต หลายคนอาจจะเห็นผลไม้หน้าตาน่าทานอยู่ชนิดหนึ่ง หลายคนน่าจะรู้จักกันดีว่ามันคือ “กีวี” ที่มีเปลือกบางๆ สีน้ำตาล และเนื้อข้างในเป็นสีเขียว หรือสีเหลือง (แล้วแต่พันธุ์) เจ้ากีวีที่ดูเหมือนเป็นผลไม้เมืองนอกอาจไม่ค่อยได้รับความนิยมนักหากเป็นเมื่อก่อน เพราะราคาค่อนข้างสูง แต่ตอนนี้ราคาเอื้อมถึงกันได้ง่ายๆ แล้ว ทำให้คนไทยได้ลองลิ้มชิมรสเจ้ากีวีแสนอร่อยนี้กันได้มากขึ้น อยากเชียร์ให้ทานกันเยอะๆ เพราะประโยชน์มีมากจนน่าตกใจเลยล่ะ

8 ประโยชน์ล้ำเลิศของ “กีวี” หน้าใส-ต้านมะเร็ง

8 ประโยชน์ล้ำเลิศของ “กีวี”

1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยต่อสู้กับเชื้อโรค และแบคทีเรียต่างๆ ได้ดีขึ้น

2. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวหนังเต่งตึง เปล่งปลั่ง

3. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสแล้ว ยังต้านมะเร็งได้อีกด้วย

4. ผิวดีขึ้นแบบ X3 เมื่อกีวีเต็มไปด้วยมิตามินอี ที่ช่วยบำรุงให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน

5. ป้องกันไขมันอุดตันเส้นเลือด

6. มีใยอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย

7. ชะลอวัย และป้องกันโรคสมองเสื่อม

8. ช่วยให้อาการหอบหืดดีขึ้น

เห็นประโยชน์มากมายขนาดนี้แล้ว วันนี้ลองออกไปเลือกซื้อกีวีในร้านใกล้บ้านของคุณดูนะคะ รับรองว่ารสชาติก็ดีไม่แพ้ประโยชน์มากมายที่มีแน่นอนค่ะ

ที่มา>>>Sanook

อสม.บุรีรัมย์ตั้งกลุ่มเลี้ยงไส้เดือนกำจัดขยะในชุมชน นำมูลทำปุ๋ยขายสร้างรายได้เดือนละหมื่น

 เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาสมัครสาธารณสุข (อสม.) บ้านน้อยสะแกกวน ต.ส้มป่อย อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ จัดตั้งกลุ่มเลี้ยงไส้เดือนดินสายพันธุ์ “ขี้ตาแล้” ในท่อปูนซีเมนต์จำนวน 30 ท่อ เพื่อกำจัดขยะเปียกทั้งเศษผัก ผลไม้ และเศษอาหารในชุมชน ควบคู่กับการปลูกจิตสำนึกให้ชาวบ้านคัดแยกขยะในครัวเรือนของตัวเอง เพื่อลดปริมาณขยะที่ตกค้างในชุมชน นำร่องเป็นหมู่บ้านแรกของจังหวัด อีกทั้งยังสามารถนำฉี่ไส้เดือนไปทำน้ำหมักชีวภาพ มูลไส้เดือนก็นำทำปุ๋ยบรรจุถุงขายถุงละ 35 บาท และตัวไส้เดือนก็ยังขายให้กับชาวบ้านในชุมชน รวมถึงผู้ที่สนใจในราคากิโลกรัมละ 600 บาท อีกด้วย โดยแต่ละเดือนสามารถสร้างรายได้จากการขายน้ำหมักชีวภาพฉี่ไส้เดือน ปุ๋ยมูลไส้เดือน และตัวไส้เดือน เฉลี่ยเดือนละกว่า 10,000 บาท ซึ่งรายได้ดังกล่าวทางกลุ่ม อสม.ก็จะหมุนเวียนนำไปใช้ในการดูแลรักษาด้านสุขาภิบาลและสภาพแวดล้อมในชุมชนให้สะอาด สวยงาม ปราศจากเชื้อโรคที่เกิดจากการหมักหมมของขยะ ผลจากการร่วมแรงร่วมใจทั้งการคัดแยกขยะ นำเศษอาหารไปทำน้ำหมักชีวภาพ และการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อกำจัดขยะ ก็ทำให้สภาพแวดล้อมในหมู่บ้านน้อยสะแกกวนดูสะอาด สวยงาม จนได้รับรางวัลรองชนะเลิศ โครงการชุมชนปลอดขยะ จากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา และปัจจุบันก็มีชุมชนใกล้เคียง รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ เข้ามาศึกษาดูงานในหมู่บ้านแห่งนี้ด้วย นายบุญศรี สิงหาระโท ประธานกลุ่มอสม.บ้านน้อยสะแกกวน กล่าวว่า ไส้เดือนสายพันธุ์ “ขี้ตาแล้” เป็นสายพันธุ์ที่กินอาหารเก่งกว่าสายพันธุ์อื่นๆ จึงสามารถกำจัดได้ทั้งเศษผัก ผลไม้ และเศษอาหารที่เหลือในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี จากที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องขยะตกค้างในชุมชนเป็นจำนวนมาก แม้จะมีการนำเศษอาหารบางส่วนไปทำน้ำหมักชีวภาพแล้วก็ตาม แต่หลังจากชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันคัดแยกขยะและกำจัดขยะเศษผัก ผลไม้ และเศษอาหาร จนปัจจุบันกลายเป็นชุมชนปลอดขยะ ด้านนายสมชัย กอชัยศิริกุล นายกเทศมนตรีตำบลโนนดินแดง กล่าวว่า หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านปลอดขยะ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ โครงการชุมชนปลอดขยะ จากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งทางเทศบาลก็ได้เข้ามาสนับสนุนส่งเสริมให้ อสม.จัดตั้งกลุ่มเลี้ยงไส้เดือน ทั้งการจัดหาพันธุ์ไส้เดือน โดยการซื้อไส้เดือนสายพันธุ์ “ขี้ตาแล้” มาจากจ.ลำปาง  เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่กินอาหารเก่ง เพื่อช่วยในการกำจัดขยะเปียกในชุมชน ถือเป็นหมู่บ้านนำร่องในการกำจัดขยะที่ได้ผล ปัจจุบันมีชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาดูงาน เกี่ยวกับการจัดการขยะเพื่อนำไปเป็นต้นแบบในการจัดการขยะในชุมชนของตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ที่มา>>>ข่าวสด