ชาวขอนแก่นต้อนรับ “น้องแต้ว” ยิ่งใหญ่แห่รอบเมือง มอบเงิน ทองอัดฉีด

เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 20 ส.ค. ที่ท่าอากาศยานขอนแก่น นายศิวาโรจน์ มุ่งหมายผล รอง ผวจ.ขอนแก่น พร้อมคณะกรรมการกีฬาจังหวัดขอนแก่น และหน่วยงานอื่นๆใน จ.ขอนแก่น ได้มารอต้อนรับนักกีฬาฮีโร่ “น้องแต้ว” พิมศิริ  ศิริแก้ว นักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติไทย เหรียญเงินในกีฬาโอลิมปิก 2016 ที่ท่าอากาศยานขอนแก่น กระทั่งน้องแต้วได้ลงจากเครื่องบินสายการบินไทยสมายน์ พร้อมกับคณะมาพบกับขบวนที่รอต้อนรับ ได้มีการถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และมอบดอกกุหลาบหลังจากนั้น “น้องแต้ว” ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่า  วันนี้ได้กลับมาบ้านที่ จ.ขอนแก่นได้เห็นประชาชน พร้อมนักเรียน นักศึกษา จำนวนมากมารอต้อนรับ ดีใจอย่างมาก ซึ่งได้เหรียญเงินโอลิมปิกมาเป็นเหรียญที่สอง ได้นำมาฝากให้กับคนขอนแก่น เป้าหมายต่อไปในชีวิตต้องแล้วแต่สมาคมฯ แต่ปีนี้ไม่มีการแข่งขันต้องหยุดไปก่อน จะอยู่บ้านกับพ่อและแม่ ญาติพี่น้อง ที่ อ.มัญจาคีรีให้มากที่สุด เมื่อไปถึงบ้านวันแรกอยากรับประทานอาหารส้มตำเป็นอันดับแรก

น้องแต้ว บอกว่า หลังจากนั้นตนจะไปขอแก้บนที่ จ.เชียงใหม่ ส่วนคุณพ่อ คุณแม่ บอกว่าจะให้แต้วแก้บนเช่นกันที่ จ.ขอนแก่น แต่ทุกอย่างต้องเสร็จภารกิจจากที่ประชาชนมาแสดงความยินดีกับตนก่อน อย่างไรก็ตามอีก 4 ปีข้างหน้ายังไม่สามารถบอกได้ว่าจะได้ไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2020 หรือไม่ เพราะมีรุ่นน้องเข้ามาแทนที่แล้ว นอกจากนี้ร่างกายก็อายุมากขึ้น จึงต้องดูแลสุขภาพร่างกายตนเองอีกด้วย พร้อมกับมีความต้องการรับราชการเป็นทหาร ซึ่งได้มีการขอไว้เมื่อ 4 ปีที่แล้วที่ได้รับเหรียญเงินโอลิมปิกเป็นเหรียญแรก ตอนนี้ได้เหรียญเงินเป็นเหรียญที่สอง ก็ต้องรอต่อไป ตอนนี้ชีวิตการเป็นนักกีฬายกน้ำหนักก็พอใจอย่างมากที่ได้รับเหรียญเงินโอลิมปิกมา 2 เหรียญ ซึ่งใช้เวลามาถึง 10 ปี แม้ว่าความฝันสูงสุดจะไปไม่ถึงเหรียญทองโอลิมปิกก็ตาม แต่ตนก็อยากเป็นนักกีฬาที่ดีพร้อมกับได้รับชัยชนะสูงสุดที่นักกีฬามีความปรารถนาทุกคนจากนั้นขบวนของ “น้องแต้ว” ได้มาที่ศาลาผูกเสี่ยว ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ได้มี นายกำธร   ถาวรสถิตย์ ผวจ.ขอนแก่น พร้อมด้วย พ.อ.นวภัทร ศิริวัฒน์  รอง ผบ.มทบ.23 นายพงษ์ศักดิ์  ตั้งวานิชกพงษ์ นายก อบจ.ขอนแก่น นายธีระศักดิ์  ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น หัวหน้าส่วนราชการ ตำรวจ ทหาร ประชาชน จำนวนมากให้การต้อนรับ โดย “น้อแต้ว” ได้ไปกราบที่อกนายคำปุ่น ศิริแก้ว และนางอมรรัตน์ ศิริแก้ว พ่อและแม่ และเข้าไปพบกับญาติพี่น้อง และชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งที่มารอต้อนรับ

ต่อมานายกำธร ถาวรสถิตย์ ผวจ.ขอนแก่น ได้มอบช่อดอกไม้ พร้อมกับสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น นายพงษ์เทพ  มุสิเกตุ นายกสมาคมกีฬากีฬาแห่งจังหวัดขอนแก่นมอบสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท อบจ.ขอนแก่นมอบเงินสด 2 หมื่นบาท บริษัท ขอนแก่น ช.ทวี มอบเงินสด 4 หมื่นบาท และมีหน่วยงานอื่นๆได้มอบช่อดอกไม้ พระพุทธรูป โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องนายกำธร กล่าวต้อนรับว่า ในนามของชาวจังหวัดขอนแก่น ขอแสดงความยินดีและชื่นชมแก่ “น้องแต้ว” พิมศิริ  ศิริแก้ว นักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติไทย เหรียญเงิน รุ่นน้ำหนัก 58 กก. ในกีฬาโอลิมปิก 2016 ลูกหลานชาวจังหวัดขอนแก่น ที่สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดขอนแก่น และประเทศไทย ในการแข่งขันการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ฤดูร้อน 2016 หรือชื่อที่เป็นทางการว่า กีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 31 ระหว่างวันที่ 5 – 12 ส.ค. 2559 ณ นครรีโอเดจาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล  อย่างไรก็ตาม ขอให้ “น้องแต้ว” ประสบความสำเร็จทั้งในการสร้างผลงานด้านการกีฬาให้แก่ประเทศชาติในปีต่อๆไป เพื่อเผยแพร่ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของ จ.ขอนแก่นและประเทศไทยตลอดไป

ในส่วน “น้องแต้ว” เปิดเผยความในใจกับผู้มาแสดงความยินดีครั้งนี้ว่า ดีใจที่ทุกคนมารอต้อนรับและแสดงความยินดีกับน้องแต้ว ขอบคุณทุกคน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เหรียญทองโอลิมปิกมา แต่ก็เชื่อว่าจะเป็นเหรียญทองอยู่ในใจคนไทยและ จ.ขอนแก่น ทุกๆคน น้องแต้วดีใจอย่างมากที่ได้เกิดมาเป็นคนขอนแก่นอย่างที่สุดด้านของ นายคำปุ่น ศิริแก้ว คุณพ่อน้องแต้ว เปิดเผยว่า ตนดีใจอย่างมากที่ลูกประสบความสำเร็จในด้านกีฬาถึงแม้ว่าไม่สูงสุดก็ตาม ก็ได้เหรียญเงินโอลิมปิกมา 2 เหรียญด้วยกัน ส่วนเหรียญทองยังไปไม่ถึงก็มีคนไทยด้วยกันที่ได้เหรียญทองมา พร้อมเป็นเพื่อนรุ่นน้องของน้องแต้วที่อยู่สมาคมกีฦายกน้ำหนักด้วยกันที่ทำให้เหรียญทองมาอยู่ในประเทศของเราเช่นกัน จึงเป็นความภูมิใจของคนไทยและชาวขอนแก่น โดยเฉพาะตนกับแม่น้องแต้ว ในอนาคตจะเล่นกีฬายกน้ำหนักต่อไปหรือไม่ก็ต้องแล้วแต่น้องแต้วจะตัดสินใจ ถ้าร่างกายสมบูรณ์แข้งแรงเหมือนวัยหนุ่มสาวก็อยากให้น้องแต้วเล่นกีฬายกน้ำหนักต่อไปจนได้เหรียญทองกลับมาสู่ประเทศไทยและชาวขอนแก่นในอนาคต ซึ่งตนก็ต้องการให้น้องแต้วรับราชการเป็นทหารรับใช้ชาติต่อไป

จากนั้น “น้องแต้ว” พร้อมกับคณะ ได้ขึ้นรถจิ๊ปเปิดประทุนที่หน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น พร้อมกับมีขบวนเครือข่ายชมรมจักรยานขอนแก่น ขบวนรถโบราณ และขบวนนักเรียนนักเรียน นักศึกษา ได้แห่ออกจากศาลากลางจังหวัดขอนแก่นไปตามถนนกลางเมือง ผ่านโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน สภ.เมืองขอนแก่น ห้างสรรพสินค้าแฟรี่พลาซ่าขอนแก่น โรงเรียนเทศบาลสวนสนุก ถึงสี่แยกเลี้ยวขวาถนนหน้าเมือง และผ่านสถานที่ต่างๆในเขตเทศบาลนครขอนแก่นมาที่ถนนศูนย์ราชการ เข้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น เพื่อคณะของ “น้องแต้ว” ขึ้นรถตู้จำนวน 5 คัน เดินทางไปบ้านเกิดที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ต่อไป อย่างไรก็ตามในช่วงที่ขบวน “น้องแต้ว”ผ่านแต่ละแห่งได้มีประชาชนชาวขอนแก่นได้มาแสดงความยินดี มอบดอกกุหลาบสีแดงอย่างต่อเนื่อง บางคนนำผลไม้มามอบให้ก็ยังมี

ประวัติ “น้องแต้ว” ชื่อจริง พิมศิริ ศิริแก้ว เกิดเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2533 อายุ 26 ปี นักยกน้ำหนักทีมชาติไทย ชาว อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น เจ้าของเหรียญเงินยกน้ำหนัก รุ่นน้อยกว่า 58 ก.ก. ในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 และการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2016

น้องแต้วเป็นบุตรของนายคำปุ่น ศิริแก้ว และนางอมรรัตน์  ศิริแก้ว ในวัยเด็กเข้าศึกษาที่โรงเรียนบ้านเขวา และโรงเรียนมัญจาศึกษา ต่อมาเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี และสถาบันพลศึกษา วิทยาเขตชลบุรี แต่เดิมเริ่มเล่นกีฬาด้วยการเป็นนักวิ่งระยะสั้น กระทั่งว่าที่ร้อยตรีศักดิ์ชัย ธิตะจารี เห็นแววจึงเรียกมาทดสอบเป็นนักยกน้ำหนัก ติดทีมชาติครั้งแรกเมื่อปี 2549  โดยเมื่อ พ.ศ. 2551 ได้รับเหรียญทองจากการแข่งขันยกน้ำหนักเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งโลก รุ่นน้อยกว่า 58 กก. และคว้าอันดับ 2 ในการแข่งซีเกมส์ที่ ประเทศ สสป.ลาว

กระทั่งในปี 2555 ได้เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 ได้รับเหรียญเงินท่าคลีนแอนด์เจิร์ก ยกได้ถึง 136 กก.  และในปี 2559 ได้รับเหรียญเงิน จากการยกน้ำหนัก รุ่นน้อยกว่า 58 กก. ในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2016.

ที่มา>>>ข่าวสด

“ดีเอสไอ” ประสานสหรัฐจับเณรคำได้แล้วรอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

  เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ทางสหรัฐอเมริกาว่า ได้จับตัวเณรคำ หรือนายวิรพล สุขผล ไว้แล้ว โดยเป็นการประสานความร่วมมือระหว่าง สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่ของทางสหรัฐอเมริกา เนื่องจากก่อนหน้านี้เณรคำได้กระทำความผิดในประเทศไทยคือ ฐานฟอกเงิน ฐานฉ้อโกง และฐานพรากผู้เยาว์ ซึ่งรายละเอียดจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ทั้งนี้ เราต้องรอศาลของทางประเทศสหรัฐฯในการพิจารณาเรื่องการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งในประเด็นของความผิดนั้นเป็นความผิดของทั้งสองประเทศอยู่แล้ว โดยคาดว่าจะใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ “เณรคำ” เดิมชื่อ นายวิรพล สุขผล หลังจากบวชได้ฉายา พระวิรพล ฉัตติโก เรียกตนเองว่า “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” เคยเป็นประธานสงฆ์สำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม และมีชื่อเสียงจากความสามารถในการสั่งสอน แต่ภายหลังถูกถอดจากสมณเพศเพราะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายประการ อาทิ วิดีโอแสดงพระวิรพลในเครื่องบินส่วนตัว พร้อมกับถือกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง ภาพถ่ายแนบไปกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงหนังสือที่พระวิรพลแต่งชื่อ ชาติหน้าไม่ขอมาเกิด มีเสียงวิจารณ์ว่าอวดอุตริมนุสธรรมเป็นพระอรหันต์

ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.56 คณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานีและคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษได้ขับพระวิรพลออกจากสมณเพศ เนื่องจากผิดวินัยสงฆ์ร้ายแรง ได้แก่เสพเมถุน ต้องอาบัติปาราชิก ต่อมามีตัวแทนของพระวิรพลให้ข่าวว่าพระวิรพลลาสิกขาที่วัดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 ก.ค.56

สำหรับอดีตเณรคำ ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหาหลายคดี อาทิ ในฐานความผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉ้อโกงประชาชน ความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศ และกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งเป็นคดีที่มีโทษสูงสุด คดีมีอายุความประมาณ 20 ปี ยาเสพติด ใช้วุฒิการศึกษาปลอม เป็นต้น

ที่มา>>>ข่าวสด

เจอซากถังเชื้อเพลิงอียิปต์แอร์มรณะ ยังไม่พบศพ

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. เอเอฟพีรายงานความคืบหน้าการค้นหากล่องดำของเครื่องแอร์บัส เอ320 เที่ยวบินที่ เอ็มเอส804 ของสายการบินอียิปต์แอร์ พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ66 คน ที่หายไปจากจอเรดาร์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมาเรือค้นหาของกองทัพอียิปต์

ล่าสุด เรือค้นหาของฝรั่งเศสพบเศษชิ้นส่วนหลายชิ้นที่เป็นของถังเชื้อเพลิง ส่วนการค้นหากล่องดำยังคงดำเนินต่อไปอย่างเร่งด่วน เนื่องจากสัญญาณของกล่องดำจะดับลงภายในสิ้นเดือนนี้ ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า เที่ยวบินดังกล่าวอาจถูกก่อการร้าย แต่เจ้าหน้าที่สืบสวนยังไม่สรุปสาเหตุที่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่พบศพของผู้โดยสารและลูกเรือแม้แต่รายเดียวรูปซากชิ้นส่วนที่กองทัพอียิปต์เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 พ.ค.

ทีมงานบนเรือจอห์น เล็ธบริดจ์ ของฝรั่งเศส ซึ่งเพิ่งเข้ามาร่วมค้นหาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นผู้ค้นพบซากดังกล่าว หลังคณะผู้ค้นหาจำกัดของเขตพื้นที่การค้นหาได้โดยอาศัยสัญญาณฉุกเฉินจากเครื่องบินที่ส่งผ่านดาวเทียม ทำให้เรือสำรวจ ลาปลาส ของฝรั่งเศส จับสัญญาณดังกล่าวได้ และนำไปสู่การค้นหากล่องดำที่ยังไม่พบทั้ง 2 กล่อง
เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังกองกำลังนักรบของรัฐอิสลาม หรือไอเอส ออกมาแสดงตัวว่าอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุเครื่องบินของสายการบินรัสเซียเหนือคาบสมุทรไซไน ประเทศอียิปต์ เมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 224 ราย แต่สำหรับเที่ยวบิน เอ็มเอส 804 นั้นยังไม่มีกลุ่มใดออกมาแสดงตัว

ที่มา>>>ข่าวสด

เหมืองทรายน้ำมันแคนาดาอ่วม! ไฟป่าทำสูญรายได้ยับ กว่า 2.6 หมื่นล้าน

เสียหายยับ..สถานการณ์ไฟป่าในแคนาดาลุกลามเข้าใกล้เหมืองทรายน้ำมัน..ทำให้ต้องสูญเสียรายได้จากน้ำมันไปแล้วมหาศาลกว่า 26,000 ล้านบาท ตอนนี้ได้แต่หวังจะมีฝนตกลงมาตามคำพยากรณ์อากาศในช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อช่วยดับไฟป่าให้บรรเทาลง

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. สำนักข่าวบีบีซี รายงาน การวิเคราะห์ใหม่ถึงผลกระทบจากเหตุไฟไหม้ป่ารุนแรงในเมืองฟอร์ต แม็คเมอร์เรย์ รัฐแอลเบอร์ตา ของแคนาดา ที่ลุกลามมาใกล้เหมืองทรายน้ำมัน จนต้องปิดเหมืองและมีการอพยพคนงานหลายพันคนในเหมืองนับ 12 แห่ง ว่า เป็นเหตุให้สูญเสียรายได้จากน้ำมันไปแล้วมหาศาล ถึงประมาณ 763 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 26,705 ล้านบาท) หรือเทียบเท่ากับการสูญเสียรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวม GDP ของรัฐแอลเบอร์ตา ในปีนี้ไปถึง 0.33%

นายเควิน เบิร์น นักวิเคราะห์ด้านพลังงาน ของบริษัท IHS Energy ชี้ว่า ไฟป่าที่เกิดขึ้นในเมืองฟอร์ต แม็คเมอร์เรย์ และลุกลามเข้าใกล้เหมืองทรายน้ำมันในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หมายถึง การสูญเสียการผลิตน้ำมันดิบ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยนายเบิร์นชี้ว่า มีเหมืองทรายน้ำมันบางแห่งพร้อมจะกลับมาเร่งการผลิต แต่แล้วก็ต้องหยุดการผลิตอีกและอพยพคนงาน โดยขณะนี้มีการพยากรณ์สภาพอากาศว่าจะมีฝนตกในเมืองฟอร์ต แม็คเมอร์เรย์ ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นความหวังที่ทำให้เหตุไฟป่าบรรเทาลงทางการแคนาดาส่งเครื่องบินโปรยสารเคมีดับไฟที่ลุกไหม้ป่าในเขตเมืองฟอร์ต แม็คเมอร์เรย์

บีบีซี แจ้งว่า เหตุไฟไหม้ป่าในเมืองฟอร์ต แม็คเมอร์เรย์ ได้เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วนับ 3,527 ตารางกิโลเมตร และขณะนี้สถานการณ์ไฟป่าอันตรายมากขึ้น เมื่อไฟได้ลุกลามไปทางทิศเหนือและเข้าใกล้เหมืองทรายน้ำมัน.สภาพความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ป่าในเมืองฟอร์ต แม็คเมอร์เรย์

ที่มา>>>>Thairath

เริ่มจ่ายไฟทาง หลังพายุถล่มเมืองอุดรฯ ดับทั่วเมืองทั้งคืน

ผบก.ภ.จว.อุดรธานี ระบุ เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า เร่งกู้เสาไฟฟ้าล้ม หลังพายุฤดูร้อนถล่มเมืองอุดรฯ ทำดับทั่วเมือง กระทั่งเช้านี้ เริ่มจ่ายไฟทางได้แล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการเร่งแก้ไข เพื่อจ่ายไฟตามปกติต่อไป

จากกรณี เกิดพายุฤดูร้อน พัดถล่มในพื้นที่เขตเทศบาลนครอุดรธานี ตั้งแต่ช่วงเย็นวานนี้ (6 พ.ค.) ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง เสาไฟฟ้าถนนรอบเมืองและภายในสนามบินอุดรธานี หักโค่นนับสิบต้น เสาสถานีวิทยุหักทับรถยนต์เก๋ง บริเวณริมสวนสาธารณะวังมัจฉาหนองบัว ต้นไม้ถูกหักโค่นปิดถนน หลังคาและฝาบ้านปลิวหาย ป้ายโฆษณาขนาดเล็กตามร้านค้า และขนาดใหญ่หน้าศูนย์การค้ายูดีทาวน์ถูกพายุพัดพังเสียหาย นอกจากนี้น้ำยังได้ท่วมขังถนนหลายสาย (มาตามนัด พายุฤดูร้อนถล่มซ้ำ อุดรฯ-นครพนมอ่วม โดน 3 รอบติด)ซึ่งเหตุดังกล่าว ทำให้ในเขตเทศบาลนครอุดรธานีมืดมิด ไม่มีไฟฟ้าใช้ รวมถึงตามถนน บริเวณแยกต่างๆ ก็ไม่สามารถใช้สัญญาณไฟจราจรได้ พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จ.อุดรธานี จึงสั่งการให้ตำรวจจราจร สภ.เมืองอุดรธานี ออกให้บริการประชาชนบริเวณทางร่วมทางแยก ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี เพื่อป้องกันอุบัติเหตุรถชนกัน (พายุถล่ม! ผบก.อุดรฯ สั่ง ตร.จราจร บริการ ปชช. หลังไฟดับทั่วเมือง)

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 06.40 น. วันนี้ พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จว.อุดรธานี ระบุว่า เริ่มจ่ายไฟฟ้าได้แล้ว แต่ใช้ได้เฉพาะไฟทาง เพราะเสาไฟฟ้าเฉพาะในตัวเมืองอุดรฯ ล้มมากกว่า 5 จุด จุดละ 2-10 ต้น นอกจากนี้ ยังมีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ที่ล้มทับหม้อแปลง ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานลำบาก เนื่องจากต้องรื้อถอนป้ายโฆษณาออกก่อน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการขณะที่บ้านพัก ผู้ว่าฯอุดรธานี นายชยาวุธ จันทร ผวจ.อุดรธานี ประชุมร่วมกับนายสิทธิชัย จินดาหลวง นายสุชัย บุตรสาระ รอง ผวจ.อุดรธานี นายปราโมทย์ ธัญพืช ปลัด จ.อุดรธานี นายวัชรินทร์ สุตลาวดี นายอำเภอเมืองอุดรธานี นายสรวุฒิ ปาลวัฒน์ ปภ.อุดรธานี นายกิตติกร ทีฆธนานนท์ รองนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี สรุปสถานการณ์ล่าสุด พร้อมสั่งการให้เตรียมประชุมใหญ่ เตรียมให้การช่วยเหลือประชาชน และเตรียมรับฝนที่จะตกลงมาอีก

นายชยาวุธ ผวจ.อุดรธานี เปิดเผยว่า พายุฝนที่ตกลงมาอย่างหนักขึ้นที่ผ่านมา เกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง รับรายงานเบื้องต้นครอบคลุม 7 อำเภอ มีบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 640 หลังคาเรือน เทศบาลนครอุดรธานี 200 หลัง , อำเภอเมือง 219 หลัง, หนองหาน 90 หลัง, ทุ่งฝน 75 หลัง, น้ำโสม 25 หลัง, หนองวัวซอ 23 หลัง, ไชยวาน 5 หลัง และกู่แก้ว 3 หลัง มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 3 ราย เป็นผู้ป่วยในของ รพ.อุดรธานี 2 ราย และพนักงานศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน 1 ราย“พายุได้พัดสิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า พังเสียหายไปหลายจุด เทศบาลนครอุดรธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาสาสมัครออกช่วยเหลือ สามารถนำต้นไม้ กิ่งไม้ สิ่งปลูกสร้าง ออกจากผิวการจราจรตั้งแต่คืนที่ผ่านมา และเช้านี้จะจัดการส่วนที่เหลือ ส่วนไฟฟ้าได้รับความเสียหายทั้งแรงต่ำ-แรงสูง และเกิดขึ้นในหลายจุด กฟภ.ได้ระดมซ่อมแซมตลอดทั้งคืนจนเช้าที่ผ่านมา จ่ายกระแสไฟฟ้าได้รวม 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ โดยวันนี้เป็นได้ระดมช่าง 10 ทีม จากสถานีไฟฟ้ารอบๆ มาซ่อมในจุดสำคัญให้ทันก่อนคืนนี้ โดยช่วงการซ่อมอาจจะต้องดับไฟฟ้าบางช่วง”

ผวจ.อุดรธานี กล่าวต่อว่า ได้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือประชาชนที่ เทศบาลนครอุดรธานี หลังจากเก็บเศษวัสดุก่อสร้าง ที่กีดขวางการจราจรออกเมื่อคืน วันนี้จะระดมเก็บริมถนน จนเข้าไปในตัวบ้านประชาชน หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ติดต่อมาทที่หมายเลขโทรศัพท์ 199 หรือ 042-244877 และผู้ที่บ้านเรือนพังเสียหาย สามารถมาแจ้งลงทะเบียนผู้ประสบภัยที่ชั้น 1 อาคาร เทศบาลนครอุดรธานี เพื่อรับความช่วยเหลือตามระเบียบ นอกจากนี้ยังสั่งให้ร่วมกับโยธาธิการจังหวัด ตรวจสอบป้ายโฆษณาว่าได้รับอนุญาต หรือสร้างถูกแบบหรือไม่ เพื่อหาทางแก้ไขผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ความเสียหายที่ได้รับผลกระทบรุนแรง อาทิ เสาไฟฟ้า 3 ต้น ทางเข้าสนามบินนานาชาติอุดรธานี หักโค่นลงทำให้สนามบินฯต้องใช้เครื่องปั่นไฟสำรอง ให้เครื่องบินขึ้นลงได้ แต่ไม่สามารถเปิดเครื่องปรับอากาศได้, ตึกคอมแลนด์มาร์ค ถ.อุดรดุษฎี ป้ายโฆษณาพังทับหม้อแปลงไฟฟ้า กฟภ.ต้องนำเครื่องปั่นไฟฟ้า 500 และ 300 กิโลวัตต์ มาชั้นช่วยย่านเศรษฐกิจ, เสาไฟฟ้าตั้งแต่ตลาดรังษิณา-โลตัส ถนนรองเมืองหักโค่นระยะกว่า 300 เมตร จะทำการซ่อมแซมในวันนี้, เสาส่งสัญญาณสถานีวิทยุกระจายเสียง 1ปณ.ของ กสทช.หักพังทับอาคารและรถยนต์ และยังมีป้ายโฆษณาเอกชนพังที่ ร้านเคเอฟซี ศูนย์การค้ายูดีทาวน์, ป้ายโฆษณาศูนย์จำหน่ายวัสดุก่อสร้างไทวัสดุ และโกลบอลเฮ้าส์ ถนนรอบเมือง

ที่มา>>>Thairath

มาแล้ว! ‘น้องใหม่’ ผู้สมัครนักบินหญิงคนแรกของ ทอ.ไทย

ประเดิมเป็นคนแรก ‘น้องใหม่’ ผู้สมัคร นักบินหญิงของกองทัพอากาศ เผย ได้แรงบันดาลใจจากโครงการใต้ฟ้าเดียวกัน ของกองทัพอากาศ ที่พาเด็กจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นเครื่องซี-130 จนมุมานะเรียนจบการบินที่ ร.ร.การบินกรุงเทพ…

เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2559 บรรยากาศการรับสมัครนักบินหญิงของกองทัพอากาศ มีผู้มาสมัครรายแรก คือ น.ส.สุวัฒนา จันทะเลิศ หรือ น้องใหม่ อายุ 23 ปี เด็กสาวจากจังหวัดปัตตานี โดย เธอเผยว่า บิดาถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อปี 2548 แล้วได้เข้าโครงการใต้ฟ้าเดียวกัน ของกองทัพอากาศ ซึ่งจัดโดย หน่วยเฉพาะกิจที่ 9 กองทัพอากาศ ปัตตานี เมื่อ 12 ปีที่แล้ว และพามาดูเครื่องบิน และพบเจอนักบิน นั่งเครื่องบินลำเลียง ซี-130 ครั้งแรกจึงมีแรงบันดาลใจ จะเป็นนักบินน.ส.สุวัฒนา จันทะเลิศ ยื่นเอกสารหลักฐานการสมัครเป็นนักบินหญิงของกองทัพอากาศไทย

มีแรงบันดาลใจตอนเด็กมีโอกาสร่วมโครงการใต้ฟ้าเดียวกัน ของ ทอ.ได้นั่งเครื่องบิน ซี-130 ครั้งแรก

นับจากนั้นจึงเดินตามความฝันโดยเรียนจบระดับมัธยมศึกษาจาก โรงเรียนสาธิต มอ.ปัตตานี แล้วมาเรียนต่อระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยรังสิต จากนั้นจึงเรียนต่อเป็นนักบินพาณิชย์ ที่ โรงเรียนการบินกรุงเทพ หรือ BAC จนจบหลักสูตร.

ที่มา>>>Thairath