ช่วงหน้าฝนพ่อค้าเก็บเห็ดเท้าช้างขายออกปีละครั้ง รสชาติอร่อยสร้างรายได้ดี

 เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงฤดูฝนในแต่ละปีจะพบว่า มีพ่อค้าแม่ค้านำของป่ามาวางขายกันเป็นประจำ โดยเฉพาะจำพวกเห็ดที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้ผู้นิยมทานเห็ดต่างหาซื้อมารับประทานกัน เนื่องจากในแต่ละปีเห็ดจะออกมาเฉพาะหน้าฝนเท่านั้น ยิ่งเป็นเห็ดที่หาทานยาก ทำให้มีผู้คนต้องการหาซื้อมาทานกัน อย่างเช่นเห็ดเท้าช้างซึ่งขึ้นเฉพาะฤดูฝนเช่นกัน เป็นเห็ดที่มีดอกขนาดใหญ่ เนื้อหนา สีออกขาวนวล ถ้ากอหรือพุ่มที่ใหญ่จะมีน้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัม โดยนายสมศักดิ์ ภูมิแสง อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 148/1 ม.3 ต.บ้านกร่าง อ.เมืองพิษณุโลก เป็นพ่อค้าขายของป่า โดยเฉพาะจำพวกเห็ดที่ขึ้นตามธรรมชาติ ออกเก็บเห็ดเท้าช้างมาขายในตลาดสดบ้านกร่างเป็นประจำ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เห็ดเท้าช้างที่ตนนำมาขายนี้ ตนเก็บมาจากในไร่ของตนเอง ซึ่งทุกๆ ปีเห็ดเท้าช้างจะขึ้นเป็นประจำในช่วงหน้าฝน หลังจากเริ่มออกดอกเห็ดเท้าช้างจะใช้เวลาเป็นเดือนหรือประมาณเกือบสองเดือนจะบานเต็มที่ ซึ่งจะมีน้ำหนักมากกว่า 10 กิโลกรัม ในปีนี้ตนเก็บเห็ดเท้าช้างกอนี้มาขายมีหนักเกิน 10 กิโลกรัม ซึ่งถือว่ายังเล็กกว่าปีที่ผ่านมาดอกใหญ่กว่านี้ นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตนจะแบ่งและแยกขายเห็ดตามลักษณะดอกตูม ดอกบาน โดยดอมตูมจะขายกิโลกรัมละ 200-250 บาท ส่วนดอกบานจะขายกิโลกรัม 70-100 บาท ส่วนเนื้อของเห็ดทาช้างจะอร่อยนุ่ม ถ้านำไปทอดกับแป้งกรอบจะอร่อยมาก ซึ่งตนนำทำเป็นอาหารกินเช่นกัน ในแต่ละปีตนจะสามารถเก็บเห็ดเท้าช้างไปขายได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นจะหาของป่าอย่างอื่นไปขายแทน

ที่มา>>>ข่าวสด

สาวจบปริญญาตรี จับเกษตรปลูกและรวบรวมสับปะรดสีกว่า 40 สายพันธุ์ ขายต้นละ 3,500 บาท(คลิป)

สับปะรดสี” ไม้ประดับหลากสี หลายคนน่าจะรู้จักกันดี ในอตีดเป็นไม้ที่ปลูกกันเฉพาะกลุ่ม แต่ปัจจุบันมีการเพาะขยายพันธุ์ จำหน่ายส่งขายให้กับร้านจำหน่ายต้นไม้และผ่านโลกออนไลน์ จัดเป็นไม้ประดับที่มีราคาแพง สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้ คือไม้ทั่วไป และไม้คอแลคชั่นการเพาะขยายพันธุ์ สามารถทำได้ 2 วิธี ครับ คือ การตัดแยกหน่อ และการเพาะเมล็ด แต่ที่ได้รับความนิยม จะเป็นตัดแยกหน่อมาปลูก เนื่องจากจะได้ต้นไว้กว่าส่วนการเพาะเมล็ด ก็ทำได้แบบชิวๆครับ เพียงแค่เก็บเมล็ดจากดอกนำมาเพาะในกระบะที่มีวัสดปลูกเป็นขุยมะพร้าว หรือ พีชมอสผสมทราย ซึ่งวิธีนี้ อาจจะได้สับปะรดสีพันธุ์ใหม่ขึ้นได้สำหรับการดูแล จะให้น้ำวันเว้นวัน แต่หากเป็นช่วงฤดูฝนต้องหยุดให้น้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำมากเกินไป อาจจะทำให้รากเน่าได้ ให้สังเกตุจากกาบใบให้มีน้ำขังไว้ตลอดเวลาก็เพียงพอ วัสดุปลูกไม่ต้องเปียกตลอดเวลาปุ๋ยใช้ปุ๋ยออสโมโค้ท เดือนละ 1 ครั้ง โรยรอบๆต้น ตั้งไว้ในโรงเรือนที่พรางแสงประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ มีอากาศถ่ายเท ลมพัดผ่าน เท่านี้ต้นสับปะรดสีก็จะมีสีสันที่สวยงามตลอดเวลาราคาจำหน่าย ไม้คลอแลคชั่น จำหน่ายตั้งแต่ 300-3,500 บาท ส่วนไม้ทั่วไป จำหน่ายตั้งแต่ 25-500 บาท

ที่มา>>>ข่าวสด

ชาวเมี่ยนน้ำยวนเข้าป่าขุด “เทพธิดาดอย” ยามว่างโกยเงินวันละ 400-600 บาท

 เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. นางรุ่งนภา แซ่จ๋าว อายุ 28 ปี บ้านเลขที่ 100 หมู่ 19 ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา เปิดเผยว่า ช่วงนี้ฝนเริ่มตกบนดอยแถวป่าต้นน้ำยวน ไม่ค่อยมีเห็ดเผาะหรือเห็ดถอบเหมือนป่าพื้นราบ แต่ยามว่างที่ไม่ได้เข้าทำเกษตรกรรม สามีจึงเข้าป่าหาเก็บหน่อไม้ป่าหรือเทพธิดาดอย ประเภทหน่อไม้ซาง มาขายให้แก่พ่อค้าแม่ค้าพื้นราบที่ขึ้นมารับซื้อถึงในหมู่บ้าน โดยสามีจะออกจากบ้านตอนเช้ามืดหาหน่อไม้ได้ประมาณ 1 ก๋วย หรือตะกร้าใหญ่ ที่ชาวเมี่ยนใช้กันเวลาเข้าหาของป่า เมื่อเก็บได้เต็มก๋วยแล้วก็กลับบ้าน นำหน่อไม้มาให้ตนล้าง เพื่อรอขายส่งให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มารับซื้ออีกต่อหนึ่ง ซึ่งสามีจะเก็บหน่อไม้ได้วันละ 20-40 กิโลกรัม แล้วแต่ว่าจะได้หางใหญ่หรือเล็ก วันหนึ่งจะมีรายได้จากการขายหน่อวันละ 400-600 บาท เก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสำหรับลูกไปเรียนหนังสือ นางรุ่งนภา กล่าวต่อว่า หน่อไม้ที่สามีขุดมาได้ จะมีทั้งหน่อไม้ในดินและที่โผล่พ้นดินแล้ว สังเกตจากลักษณะของหน่อไม้ถ้าหากอยู่ในดิน จะมีเปลือกสีเหลืองนวลตั้งแต่ฐานถึงปลายยอด แต่หากส่วนที่โผล่พ้นจากดินแล้วจะเริ่มมีสีเขียวเข้มจนออกน้ำตาล หน่อในดินจะมีราคาดีกว่าที่พ้นจากดิน เนื่องจากคนซื้อไปทำอาหารบอกว่า หน่อที่อยู่ในดินจะมีรสชาติหวานกว่า และเนื้อแน่นกว่าหน่อที่โผล่พ้นดินแล้ว ราคาจึงแพงกว่าถึง 2 เท่าตัว หน่อใต้ดินราคา ก.ก.ละ 20 บาท หน่อบนดินจะมีราคา ก.ก.ละ 10 บาท เป็นต้น “ทุกปีในช่วงเวลาที่เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนในหมู่บ้าน ผู้ชายจะเข้าป่าหาของป่า โดยเฉพาะหน่อไม้ เพื่อเป็นอาหารและขายหารายได้เสริมได้เป็นอย่างดี ผลประโยชน์ดังกล่าวล้วนมาจากป่าที่อยู่รอบๆ หมู่บ้าน เนื่องจากชนเผ่าเมี่ยนพวกเราช่วยกันอนุรักษ์ และรักษาป่าต้นน้ำยวนแห่งนี้ ไม่มีการตัดฟันต้นไม้ ไม่ทำลายป่าต้นน้ำ ขณะเดียวกันก็มีการเลี้ยงผีขุนน้ำเป็นประจำทุกปี ก่อนที่จะเป็นฤดูกาลทำเกษตร นอกจากมีน้ำใช้ประโยชน์ทั้งในบ้านและพื้นที่การเกษตรแล้ว พวกเรายังได้อาหารจากป่าและมีรายได้เสริมด้วย” นางรุ่งนภา กล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

“เพื่อไทย” แฉอีกปภ.จ่ายเงินค่าจ้างอผศ.ล่วงหน้า 50 เปอร์เซ็นต์ ชี้ผิดกม.จี้สตง.สอบ

 เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มีผู้หวังดีส่งสัญญาขุดลอกคูคลองระหว่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ระบุชัดเจนในสัญญาข้อ 5 ว่า ให้ผู้ว่าจ้างจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้า 50 เปอร์เซ็นต์ให้ผู้รับจ้างได้ แต่จากการตรวจสอบเอกสารของสำนักตรวจสอบภายใน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เมื่อเดือนเม.ย. ระบุว่ากรมชลประทานหารือไปยังคณะกรรมการว่าด้วยพัสดุ (กวพ.) กระทรวงการคลัง ว่ากรมชลประทานสามารถจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้ อผศ.ได้หรือไม่ ซึ่งกวพ.ตอบข้อหารือว่าไม่สามารถจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้อผศ.ได้ เพราะอผศ.ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ กรมชลประทานจึงไม่ได้จ่ายค่าจ้างล่วงหน้าให้อผศ. ตนจึงสงสัยว่าเหตุใด ปภ.ไปทำสัญญาเช่นนั้น ซึ่งผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมในข้อ 68 เพราะอผศ.มิใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ “ส่วนตัวเห็นว่าการที่ปภ.จ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้กับอผศ.ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นการดำเนินการที่ผิดกฎหมาย เป็นการสร้างความเสียหายแก่ทางราชการอย่างยิ่ง ยิ่งเมื่อมีข่าวการตรวจสอบโครงการของ ปภ.ที่ผ่านมาว่ามีการจ้างช่วงผู้รับเหมาหลายช่วงหลายทอด เหลืองบประมาณให้ผู้รับเหมาช่วงสุดท้ายเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งน่าตกใจว่างบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก จะละลายหายไปกับฤดูฝนที่กำลังเข้ามา หรือไม่” นายชวลิต กล่าว

นายชวลิต กล่าวอีกว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเป็นหน่วยตรวจสอบออกมาชี้แจงว่า ตรวจสอบสัญญาว่ามีการจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้า ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ จริงหรือไม่ ถ้าจริงจ่ายไปแล้วกี่โครงการ เรียกคืนได้หรือไม่ ใครจะต้องรับผิดชอบบ้าง ขอให้ชี้แจงเรื่องนี้ต่อสาธารณชนโดยด่วน เพื่อดำเนินการตามนโยบายปราบโกงของรัฐบาลซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติให้เห็นผลจริงจัง และขอให้มีการเปิดเผยอีกว่า การที่อผศ.เข้ามาเป็นผู้รับจ้างโครงการขุดลอกคู คลองมีรายได้เข้าอผศ.จำนวนเท่าใด เพื่อชี้แจงให้ทหารผ่านศึกและครอบครัวได้รับทราบ จะได้สบายใจกันทุกฝ่าย ทั้งมองว่ากระทรวงกลาโหมควรขอตั้งงบประมาณในการดูแลทหารผ่านศึก และครอบครัวอย่างเหมาะสมจะดีกว่าการให้ อผศ.ไปรับงานมาทำในสิ่ง
ที่ตนเองไม่ถนัด ไม่มีเครื่องมือ

ที่มา>>>ข่าวสด