ชาวบ้านเซ็ง อดดู “มนต์สิทธิ์ คำสร้อย” หลังเจ้าพระยาทะลัก ต้องยกเลิกกระทันหัน

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 29 ก.ย. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอป่าโมก จ.อ่างทอง หลังเก่า หลังรับแจ้งว่าทางทีมงานมนต์สิทธิ์ คำสร้อย นักร้องชื่อดัง ไม่มาทำการแสดงและทางทีมงานกำลังรื้อเวทีออกอย่างเร่งด่วน เนื่องจากกลัวน้ำท่วมกะทันหัน201609292238081-20110111132303เมื่อไปถึงก็พบว่าที่ว่าการอำเภอป่าโมกหลังเก่าได้มีการจัดงานโอทอปของดีอำเภอป่าโมก และคืนนี้เป็นคืนสุดท้าย แต่ร้านค้าหลายร้ายได้ทยอยกันเก็บ โดยเฉพาะเวทีการแสดงของวงดนตรีมนต์สิทธิ์ คำสร้อย ที่เร่งลื้อเป็นการด่วนเพราะกลัวน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่เริ่มซึมเข้ามาตามแนวของกำแพงเขื่อนและผุดขึ้นตามแนวสันเขื่อนเริ่มไหลเข้ามายังที่ว่าการอำเภอหลังเก่า

ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่ทำการลื้อเวทีคนหนึ่ง กล่าวว่า วันนี้เป็นการแสดงของมนต์สิทธิ์ คำสร้อย แต่น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาได้ซึมเข้ามาตลอดเวลากลัวจะเก็บของไม่ทันเพราะการลื้อเวทีต้องใช้เวลา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่างานงานโอทอปของดีอำเภอป่าโมก ได้จัดมาตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยมีประชาชนมาเที่ยวงานเป็นจำนวนมาก แต่ละคืนก็จะมีนักร้องสลับกันมาร้องเพลง แต่วันนี้ระดับน้ำเจ้าพระยาขึ้นสูงและไหลแรงทำให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มไหลซึมเข้ามาทางตะเข็บแนวเขื่อนจึงสร้างความหวาดกลัวให้กับทางพ่อค้าแม่ค้าและนักดนตรี

ที่มา>>>ข่าวสด

ชนวินาศ!! ปิกอัพเสยท้ายเก๋งสาว พุ่งข้ามเกาะกลาง ประสานงา 18 ล้อ หงายท้องล้อชี้ฟ้า เจ็บสาหัส!

เมื่อเวลา 20.30 น.วันที่ 29 ก.ย. เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันหลายคัน มีผู้บาดเจ็บหลายราย บนถนนบายพาสเลี่ยงเมืองชลบุรีหน้าภัตตาคารศรีนิยม หมู่ 1 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี จึงนำรถกู้ชีพพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตรุดไปตรวจสอบ201609292212272-20030205174546ที่เกิดเหตุกลางถนนพบรถเก๋งยนต์ฮอนด้า ซิตี้ สีขาว หมายเลขทะเบียน กต 6559 กระบี่ สภาพหงายท้องล้อชี้ฟ้า ภายในรถมีหญิงสาวเป็นขับได้รับบาดเจ็บสาหัส ห่างออกไปมีรถปิกอัพนิสสัน ฟรอนเทียร์ สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน ผล 5149 ชลบุรี สภาพด้านหน้ารถพังยับเยิน201609292212271-20030205174546ส่วนเกาะกลางถนนยังมีหัวรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อฮีโน่ สีขาว หมายเลขทะเบียน 72-2730 ชลบุรี พุ่งชนเกาะกลางถนนติดคาอยู่ จากนั้นหน่วยกู้ภัยรีบลำเลียงคนเจ็บส่งรักษาอย่างเร่งด่วน โดยหญิงสาวคนขับรถเก๋งนำตัวส่งโรงพยาบาลเอกชล ส่วนคนขับรถปิกอัพและคนขับรถบรรทุกพ่วง นำตัวส่งโรงพยาบาลชลบุรี

จากการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุเห็นรถปิกอัพวิ่งจากพัทยามุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถปิกอัพเสียหลักพุ่งชนท้ายรถเก๋งฮอนด้าอย่างจัง จนรถเก๋งพุ่งข้ามเกาะกลางถนนไปชนประสานงากับรถพ่วง แล้วพลิกคว่ำหงายท้องล้อชี้ฟ้า หลังเกิดเหตุหน่วยกู้ภัยประสานไปยังร้อยเวร สภ.เมืองชลบุรี เพื่อสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

พ่อไม่กลับบ้าน!! ลูกวิ่งไปบอกแม่ตามหาทั้งคืนไม่เจอ-สุดท้ายเป็นศพโผล่ริมอ่าง

หนุ่มใหญ่เมาเหล้าเดินฝ่าสายฝนริมอ่างเก็บน้ำ เกิดเป็นลม จมน้ำหาย ญาติตามหาทั้งคืน เจอศพรุ่งเช้า201609291102123-20021028190236เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 29 ก.ย. ร.ต.อ.เฉลิมชัย มั่นกำเนิด พนักงานสอบสวนเวรฯ สภ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว ได้รับแจ้ง จากหน่วยกู้ภัยสว่างสระแก้วจุดวังสมบูรณ์ว่า พบศพชายจมน้ำเสียชีวิต ที่บริเวณริมอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง ช่วงบริเวณบ้านโคกน้อย หลังรับแจ้ง จึงพร้อมด้วยแพทย์เวรฯ ได้เดินทางไปที่เกิดเหตุทันที พบศพชายทราบชื่อภายหลังว่า นายจำปี ทวยทา อายุ 49 ปี อยู่ ม.12 บ้านวังสุวรรณ ต.วังทอง อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว สภาพศพ สวมเสื้อยืดสีดำ นอนคว่ำหน้าอยู่ในน้ำ เสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 12 ชม.201609291102122-20021028190236จากการสอบถามนางละมุล ทวยทา ภรรยา ทราบว่า ตนเองได้เลิกรากับนายจำปี ผู้ตายซึ่งเป็นสามีมานานแล้ว และมีบุตรสองคน แต่ก็ยังไปๆมาๆ หาลูกอยู่ ซึ่งนายจำปี สามีทำงานรับจ้างทั่วไป และชอบดื่มสุราหลังเลิกงานเป็นประจำ อีกทั้งยังมีโรคประจำตัวด้วย ตนคาดว่า หลังเลิกงานคงจะกินเหล้า จนจะพลบค่ำ ลูกมาบอกว่าพ่อยังไม่กลับบ้าน ตนและญาติออกตามหาทั้งคืน แต่ไม่พบ อีกทั้งฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก คิดว่าคงจะเดินกลับบ้านมาทางริมอ่างเก็บน้ำ ซึ่งเป็นช่องทางปกติที่เคยเดินข้าม ปรากฏว่าช่วงเวลานั้น น้ำขึ้นสูงเร็วกว่าปกติ คาดว่าจะเป็นลมลื่นล้มลงน้ำจนเสียชีวิต และมาพบศพในตอนเช้าดังกล่าว201609291102125-20021028190236

ที่มา>>>ข่าวสด

ทึ่ง! อุตรดิตถ์สร้างเมรุเตาถ่านเผา “หมา-แมว” ทำพิธีเหมือนศพคนตาย

เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่บริเวณสถานฌาปณกิจ วัดหมอนไม้ หมู่ 3 ต.ป่าเซ่า อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ นายวชิระ คมขำ นายกสมาคมกู้ภัยวัดหมอนไม้ รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีสุนัขเพศเมียขนสีน้ำตาลแถบขาวที่บริเวณลำคอ อายุประมาณ 8 ปี ซึ่งเป็นสุนัขเร่ร่อน อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนแยกห้วยไผ่ เขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ ถูกรถยนต์ไม่ทราบชนิดชนบริเวณหน้าห้างโลตัส สาขาอุตรดิตถ์ ถนนสายอุตรดิตถ์-ทุ่งยั้ง เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายอยู่บนท้องถนน ต้องการให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยมาเก็บซากสุนัขดังกล่าวออกไปเนื่องจากหวั่นว่าจะมีรถบรรทุกขนาดใหญ่ทับซ้ำเติม และอาจทำให้ซากสุนัขเละจนเป็นที่อุดจาดสายตาต่อคนทั่วไป จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยจำนวนหนึ่งไปช่วยกันเก็บซากสุนัขเพศเมียที่ตายแล้วกลับมาไว้ที่วัดหมอนไม้ เพื่อเตรียมเผาทำลายที่บริเวณหน้าเมรุเผาซากสุนัข (หมา-แมว) ห่างจากเมรุฌาปณกิจเผาคน ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศเหนือประมาณ 15 เมตร ด้วยการนำซากสุนัขที่ตายแล้วมาตั้งอยู่บนโต๊ะซึ่งปูด้วยผ้าสีขาวและมีพวงหรีดดอกไม้วางอยู่ด้านหน้าซากสุนัขที่ตายแล้ว เพื่อเตรียมทำพิธีเผาด้วยถ่านที่เมรุเผาหมา-แมวโดยมี พระครูเกษม ธรรมลังการ (อาจารย์ดร) เจ้าอาวาสวัดหมอนไม้และเจ้าคณะอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ พร้อมด้วยพระสงฆ์วัดหมอนไม้ จำนวน 4 รูป ทำพิธีสวดมาติกาบังสุกุลซึ่งเป็นพิธีที่ใช้สวดศพมนุษย์ให้กับสุนัขเพศเมียที่ตายไปแล้ว เป็นการสวดส่งให้กับสรรพสัตว์ได้ไปสู่สัมปรายภพภูมิของในผลบุญกรรมที่สร้างมา และได้เกิดเป็นสัตว์เดรฉานหรือสุนัข(หมา) เพื่อชดใช้กรรมในชาตินี้แล้ว

 จากนั้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ดึงตะแกงจากเมรุเพื่อนำถ่านจากกระสอบป่านจำนวนครึ่งกระสอบวางใส่ตะแกง แล้วนำซากน้องหมา อายุ 8 ปี เพศเมียวางบนตะแกงอีกครั้งหนึ่ง แล้วราดด้วยน้ำมันก๊าด จุดไฟเผาโดย พระครูเกษม เจ้าอาวาสวัดหมอนไม้ เมื่อไฟลุกโชติช่วงแล้ว จึงพลักตะแกงเหล็กดังกล่าวเข้าสู่เตาเผา ปล่อยให้ซากสุนัขถูกเผาไหม้เป็นอันเสร็จพิธี

พระครูเกษม เจ้าอาวาสวัดหมอนไม้ กล่าวว่า ทางวัดหมอนไม้ได้จัดตั้งหน่วยกู้ภัยขึ้นมาและได้ให้การช่วยเหลือแต่คนด้วยกัน แต่สัตว์เดรฉานซึ่งมีชีวิตจิตใจต่อคนเรา สุนัขหรือหมาที่มีเจ้าของจะไม่มีปัญอะไร เพราะเจ้าของมีทรัพย์สินเงินทองในการจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลพร้อมบังสุกุล ตอนเผาทางวัดไม่มีเมรุเผา ต้องใช้เชิงตะกอนเผาแทน ความนิยมของคนที่มีต่อสุนัขมากขึ้น เพราะสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความซื่อสัตย์ต่อมนุษย์ทำให้เจ้าของรัก เมื่อตายไปก็อยากทำในสิ่งที่ดีแทนให้ เมื่อมีจำนวนสุนัขที่คนเลี้ยงและจรจัดตายมากขึ้น ทางหน่วยกู้ภัยก็มีภาระในการเก็บซากสุนัขพเนจร ทั้งริมถนนถูกรถชนตายและตายทั่วไป ปล่อยให้ซากเน่าเหม็นและอุดจาดสายตาโดยไม่มีใครสนใจ สร้างความเดือดร้อนให้กับคนทั่วไป

จึงปรึกษาปรึกษาหารือกับนายกสมาคมกู้ภัยวัดหมอนไม้ พร้อมสมาชิกที่มีอยู่จำนวนเกือบ 100 คน ระดมทุนทรัพย์จำนวนกว่า 30,000 บาท สร้างเมรุเตาเผาขนาดเล็กให้น้องหมาแมว โดยขนาดความกว้าง 1.50 เมตร ยาว 2.50 เมตร สูงจากพื้นถึงปล่อง 3.50 เมตร ไว้คอยบริการให้กับประชาชนทั่วไปที่รักสุนัขและแมว รวมถึงสุนัขและที่ถูดทอดทิ้งแล้วตายลงทั้งอุบัติเหตุและธรรมชาติได้มีที่เผา โดยทางวัดไม่ได้คิดค่าสถานที่หรือค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด แต่จัดทำให้ฟรี

ด้าน นายวชิระ นายกสมาคมกู้ภัยวัดหมอนไม้ กล่าวว่า เมรุเผาซากสุนัข (หมาแมว) ได้ก่อสร้างขึ้นเพียงแค่ 2 เดือน ประชาชนที่รักหมาและแมวทราบข่าว ต่างนำซากมาให้เจ้าอาวาสวัดทำพิธีเผาพร้อมสวดบังสุกุลเหมือนกันคนที่ตายไปแล้ว และหลังจากเผาซากแล้ว สำหรับคนมีฐานะก็จะขอนำเศษกระดูกหรือเถ้าจากการเผาไปลอยในแม่น้ำน่าน

บ้างก็ฝากหน่วยกู้ภัยช่วยลอยให้ ส่วนสุนัขที่ไม่มีเจ้าของหลังเผาเสร็จก็ใส่ผ้าขาวไปลอยน้ำให้เช่นเดียวกัน เฉพาะเดือนสิงหาคมที่ผ่านมามีการเผาซากสุนัขและแมวไปแล้วจำนวนกว่า 100 ตัว สามารถโทรแจ้งติดต่อให้ไปเก็บซากสัตว์ที่ตายแล้วได้ที่ 081-7277275 และ 082-8831103 สมาคมกู้ภัยวัดหมอนไม้อุตรดิตถ์

ที่มา>>>ข่าวสด

พบปูก้ามดาบขนาดใหญ่หลากสีสันออกมาวิ่งเล่น ชาวบ้านดีใจเผยเป็นตัวชี้วัดป่าชายเลนสมบูรณ์

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 2 ต.สาคร อ.ท่าแพ จ.สตูล ต่างออกมาดูปูก้ามดาบตัวขนาดใหญ่ เท่าฝ่ามือ จำนวนมากหลากหลายสีสันออกมาวิ่งเล่นในพื้นที่ป่าชายคลองที่มีสภาพติดกับป่าชายเลน บางตัวมีสีส้ม สีแดง ลำตัวมีสีเขียวทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวบ้านที่พบเจอ โดยส่วนใหญ่มองว่าเคยเห็น แต่ไม่คิดว่าจะมีตัวขนาดใหญ่ออกมาวิ่งเล่นและโชว์ก้ามสีสันที่สวยงามให้ชาวบ้าน และผู้ที่ผ่านไปมาได้ถ่ายรูป201609281144302-20160216143413นายบาเด็น สุวาหลำ อายุ 60 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า ปูก้ามดาบเราเห็นในยามขับรถผ่านมาจุดบริเวณแหล่งริมชายคลองตรงนี้เป็นประจำ มักจะเห็นแต่ตัวเล็กๆ ออกมาวิ่งเล่น แต่วันนี้ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญ ปูก้ามดาบตัวใหญ่บางตัวจะมีขนาดเท่ากับปูม้าก็มีออกวิ่งเล่น โชว์ความสวยงามจากก้ามปูที่มีความพิเศษ ก้ามโตขนาดใหญ่ผสมผสานด้วยสีสันสวยงาม ตนเองจึงมองว่าที่ไหนก็มีปูก้ามดาบแต่ที่นี่มีความพิเศษอย่างหนึ่ง พื้นที่ตรงนี้ปูก้ามดาบตัวใหญ่ และมีเยอะมากและมีนักท่องเที่ยวเขามาถ่ายรูปและนำไปศึกษาวิจัยหลายคนแล้ว201609281144304-20160216143413ด้านนายวัชรินทร์ รัตนชู นักวิชาการประมง สำนักงานประมงจังหวัดสตูล กล่าวว่า ปูก้ามดาบเริ่มที่จะหายากมากขึ้น เพราะอาชีพจับปูแสมมาทำปูดอง แต่ติดปูก้ามดาบมาด้วยและไม่มีการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ กลับนำไปรวบกับปูแสม โดยการนำไปดองปูก็จะตาย และเริ่มที่จะสูญหายไป ดังนั้นเราควรที่จะร่วมกันอนุรักษ์ปูก้ามดาบเพราะปูเหล่านี้รับประทานไม่ได้ แต่ปูก้ามดาบมีคุณค่าทางธรรมชาติอย่างมาก ถ้าจุดไหนมีปูก้ามดาบเยอะ จะชี้วัดจุดที่เป็นธรรมชาติสมบูรณ์อย่างมาก และความพิเศษปูก้ามดาบ ก้ามที่โตและสวยงามจึงเป็นนายแบบชั้นดีของกลุ่มนักอนุรักษ์ที่ชอบถ่ายรูปแต่ถ้าปูมีทรงสวย ก้ามโตสีสดใส หากโดนมือกล้องถ่ายออกมาอย่างดีราคาภาพปูก้ามโตมีราคาสูงถึงภาพละ 500-2,000 บาท ซึ่งมีราคาทางคุณค่าที่สวยงามผ่านทางรูปภาพด้วยมนเสน่ห์ของปูก้ามดาบเหล่านี้

ปูก้ามดามมีลักษณะโดยรวมคือ กระดองรูปสี่เหลี่ยมคางหมู มีก้านตายาว กระดองมีสีสันสวยงาม ตัวผู้มีลักษณะเด่นอันเป็นที่มาของชื่อเรียก คือมีก้ามข้างใดข้างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับชนิดใหญ่กว่าอีกข้างอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะใช้ก้ามข้างนี้ในการโบกไปมาเพื่อขู่ศัตรู และเรียกร้องความสนใจจากตัวเมีย อีกทั้งยังใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้กันอีกด้วย ขณะที่ปูตัวเมียก้ามทั้ง 2 ข้างจะเล็กเท่ากัน

ที่มา>>>ข่าวสด

หนุ่มดับคาที่ซัดบิ๊กไบค์ประสานงาจยย.สลด!แฟนสาวร่ำไห้เผยเพิ่งโทรถามคำสุดท้าย ‘จะกินอะไรไหม’

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ร.ต.อ.ตูชัย สุระเสียง ร้อยเวรสอบสวน สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกัน 2 คันมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต บริเวณทางขึ้นกลับรถโรงเรียนวันครู ถนนพหลโยธินขาเข้า หมู่ที่ 11 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จ.ปทุมธานี จึงไปตรวจสอบ พร้อมด้วยแพทย์เวรจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์โรงบาลธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู201609280159316-20050222192603ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์จอดล้มคว่ำจำนวน 2 คัน เป็นรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ยี่ห้อฮอนด้า CBR250 สีดำ หมายเลขทะเบียน 1กฬ3367 กทม. ส่วนอีกคันเป็นรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า R15 สีขาว-แดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ได้ชนประสานงากันอย่างจัง สภาพรถพังยับเยินใกล้กันพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ทราบชื่อนายวัชพงษ์ พูลโพธิ์คา อายุ 28 ปี นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ชื่อนายนิวัฒน์ นาเหนือ อายุ 30 ปี และนายธชวัจน์ ระฆั่งทอง อายุ 30 ปี

จากการสอบถามนายเอ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ บอกว่า ขณะตนตั้งหม้อก๋วยเตี๋ยวอยู่ได้ยินเสียงรถชนกันอย่างแรง จึงวิ่งมาดูก็พบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนอนกองรวมกันอยู่ จึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทราบ ต่อมาน.ส.ภัทรวดี ปทุมทอง แฟนผู้เสียชีวิต เดินทางมาที่เกิดเหตุถึงกับร้องไห้โฮ และบอกว่าผู้ตายเป็นแฟนของตนทำงานอยู่ที่บริษัทไซโก้ ออกมาจากบ้านพักในซอยไทยธานีและกำลังจะขับรถจักรยานยนตร์มาหาตนเองที่หมู่บ้านเอื้ออาทร แต่ก็ไม่นึกว่าแฟนจะมาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเช่นนี้ ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุผู้เสียชีวิตยังโทรศัพท์มาถามตนเองอยู่เลยว่า “จะกินอะไรไหม จะซื้อเข้าไปให้”201609280159317-20050222192603ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงบันทึกภาพในที่เกิดเหตุเก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผู้เสียชีวิตได้มอบให้มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งชันสูตรที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์โรงบาลธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อหาสาเหตุการตายพร้อมทั้งจะได้ติดตามญาติของผู้เสียชีวิตมารับศพไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ชาวบ้านคลอง 6 ร้องถนนพังยับ รถเมล์ตกหล่ม หวั่นสะพานพัง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 ก.ย.59 นายสกล กลายเพชร ชาวบ้าน ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ได้ร้องเรียนผู้สื่อข่าวว่าถนนเลียบคลองหกฝั่งตะวันออกตั้งหมู่ 9-หมู่ 11 ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พังเป็นหลุมเป็นบ่อและยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาแก้ไข ภาพตั้งแต่ทางหลวงชนบทมาซ่อมทำถนนที่ทรุดตัวเมื่อปีที่แล้ว ทำให้รถที่สัญจรไปมาต้องมาใช้ถนนฝั่งตะวันออกเป็นจำนวนมาก ทำให้ถนนเลียบคลองฝั่งตะวันออกพังเป็นหลุมเป็นบ่อ มีรอยแตกลายงา แตกร้าวเป็นร่องโดยเฉพาะสะพานข้ามคลองหน้าวัดพลาหาร คอสะพานทรุดทั้ง 2 ฝั่งเนื่องจากมีรถบรรทุกสิบล้อ และรถบรรทุกชนิดต่างๆ วิ่งตลอดทั้งวัน แม้ว่าจะมีการเขียนป้ายเตือนว่า ห้ามรถบรรทุกผ่านแล้วก็ตามโดยชาวบ้านได้นำเศษก้อนคอนกรีตมาวางปิดหลุมคอสะพานไว้เพื่อไม่ให้รถตกหลุมและให้รถผ่านไปมาได้และช่วงนี้มีฝนตกลงมาทุกวันทำให้ถนนแตกลายงาและเป็นหลุมเป็นบ่อตลอดทางจึงอยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาแก้ไขให้ชาวบ้านด้วยเพราะกลัวว่าถ้าปล่อยไว้อย่างนี้สะพานอาจจะพังลงมาได้และเมื่อช่วงเช้าได้มีรถ 6 ล้อติดหล่มจนต้องนำรถมาลากขึ้นจึงขอฝากหน่วยงานที่รับผิดมาช่วยเร่งดำเนินการด่วนก่อนที่ถนนจะพังไปมากกว่านี้201609270916025-20050222192603

ที่มา>>>ข่าวสด

ศาลพระภูมิเพิ่งตั้งได้ 10 วัน โดน 6 ล้อลากจูงเชือกขาด พุ่งชนพังยับ

วันที่ 27 ก.ย. ร.ต.อ.สมจิตร บุญตาม รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งมีรถบรรทุกพุ่งไปชนบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย บริเวณริมถนนเพชรเกษม ฝั่งขาเข้า กทม.ระหว่างหลัก กม.ที่ 309-310 ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม ร.ต.ท.อัศณี นาคฉวี รอง สวป. เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างประจวบธรรมสถาน

Jpegที่เกิดเหตุพบรถบรรทุก 6 ล้อ อีซูซุ สีขาว ทะเบียน 99-6107 กทม. เฉี่ยวชนกระถางต้นไม้และศาลพระภูมิหลักชัยของร้านอานนท์ของชำ จนกระจัดกระจายแตกเสียหาย ด้วยความแรงยังพาเสาศาลพระภูมิหลักชัยติดไปกับหน้ารถ โชคยังดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บJpegสอบสวนนายศรัญญู สนั่นแก้ว อายุ 26 ปี บ้านเลขที่ 73 หมู่ 3 ต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ คนขับรถ 6 ล้อ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุรถบรรทุกคันดังกล่าวเกิดเสีย จึงได้นำรถบรรทุกอีกคันมาลากจูงเพื่อนำไปเก็บไว้ที่บ้านในเขตอำเภอกุยบุรี ระหว่างทางเชือกมัดเหล็กที่ใช้ลากรถมาขาด ทำให้รถที่ถูกลากหลุดออก ไถลพุ่งเข้าชนบ้านเรือนข้างถนนได้รับความเสียหายดังกล่าว

ด้านนายอานนท์ วันชัย วัย 50 ปี เจ้าของร้านขายของชำ เล่าว่าขณะนอนพักผ่อนอยู่ในบ้านได้ยินเสียงดังโครมสนั่นหวั่นไหว จึงได้พากันตื่นลุกขึ้นมาดูก็พบว่ากระถางต้นไม้แตกกระจัดกระจาย และศาลพระภูมิหลักชัย ที่ตนเพิ่งจะทำพิธีตั้งศาลผ่านไปได้เพียง 10 วัน ถูกชนเสาของศาลพระภูมิก็หลุดติดไปกับหน้ารถอยู่ที่หน้าบ้านข้างเคียง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวคนขับรถบรรทุก 6 ล้อ ไปสอบปากคำ ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ตื่นทั้งเมืองเลย พบรอยเท้าประหลาดในถ้ำดินเพียงชาวบ้านลือเป็นผีกองกอย!

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. นายสว่าง อภัย อายุ 64 ปี หรือลุงแว่น ภูบ่อบิด อยู่บ้านเลขที่ 1/3 ถนนเลย-นาด้วง ต.กุดป่อง อ.เมือง จ.เลย ผู้ดูแลภูบ่อบิด จุดชมวิวแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดเลยแห่งใหม่ โพสต์ภาพรอยเท้าผีกองกอยหรือผีโป่ง ในเฟซบุ๊กของคนเมืองเลย ว่าพบเห็นรอยเท้าผีกองกอยหรือผีโป่ง ภายในถ้ำดินเพียง บนภูบ่อบิด ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย ซึ่งหลังจากที่นายสว่างโพสต์ภาพลงไปนั้นก็มีผู้เข้ามาคอมเม้นท์เป็นจำนวนมาก โดยบางคนเข้าไปโพสต์ว่าผีกองกอยมีจริง บ้างรายก็ว่าเป็นเรื่องตลก เป็นจำนวนมาก เป็นที่ฮือฮาไปทั่วจังหวัดเลย ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบ แต่ไม่พบนายสว่าง จึงสอบถามพูดคุยทางโทรศัพท์201609251323542-20021028190420นายสว่าง เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้ดูแลภูบ่อบิดมานานหลายปี จนประกาศเป็นวนอุทยานแห่งชาติ นอกจากนั้นยังเป็นมัคคุเทศก์พานักท่องเที่ยวชมภูบ่อบิดและถ้ำดินเพียง จนเมื่อไม่นานมานี้พานักท่องเที่ยวไปชมถ้ำดินเพียง เมื่อเดินเข้าไปพบเห็นรอยเท้าลักษณะคล้ายคนแต่เล็กกว่าและมี 3 นิ้ว จะว่าเป็นรอยเท้าหมีหรือสัตว์ป่าชนิดอื่นก็ไม่ใช่ จึงนึกได้ว่า มีผู้เฒ่าบอกกล่าวถึงผีกองกอยหรือผีโป่ง จึงใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพ และนำภาพไปให้พระอาจารย์ท่านหนึ่งที่เคยเห็น พระบอกว่าเป็นรอยเท้าของผีกองกอยจริง

นายสว่าง กล่าวต่อว่า ผีกองกอยหรือผีโป่ง มีลักษณะใบหน้าเรียวแหลม รูปร่างลักษณะเหมือนลิง แต่มีขนาดเล็กกว่าลิงหรือลิงลม เชื่ออีกว่าผีกองกอยเป็นผีที่อาศัยอยู่ในถ้ำหรือโพรงไม้ ออกหากินโดยจับปลากินตามลำห้วยหรือแม่น้ำ ผีกองกอยชอบเดินถอยหลัง และพูดอะไรที่ตรงข้ามกับความจริงเสมอ แต่ส่วนใหญ่จะเห็นแต่รอยเท้ามากกว่าหรือในตำนาน เมื่อได้ฟังจึงได้เกิดความเชื่อขึ้นมาทันที จนนำภาพมาโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก ไม่คิดว่าจะเกิดกระแสจนโด่งดังไปทั่วจังหวัดเลย แต่ทั้งนี้ตนอยากจะให้ใช้วิจารณญาณด้วยเพราะเรื่องดังกล่าวเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

ที่มา>>>ข่าวสด

เด็กชายอายุ 13 ตระเวนร้องเพลง หาเงินมารักษาน้องที่ ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ชมคลิป)

เด็กชายอายุ 13 ตระเวนร้องเพลง หาเงินรักษาน้องที่ป่วยมะเร็ง เม็ดเลือดขาว ส่งแรงใจพร้อมกัน วันอาทิตย์ที่ 25 ก.ย.2559 เวลา 10.00 น. ทางแอปพลิเคชัน AISPLAY สานรัก คนเก่งหัวใจแกร่ง YouTube:sarnrakais และ PayaiTV และทาง AISPLAYBOX

แหย๋ ไพศาลี หรือเด็กชายธนานันท์ ปักไคหัง เด็กหนุ่มชั้นม.1 โรงเรียนวังข่อยพิทยา อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ มีความฝันอยากเป็นนักร้องเพลงลูกทุ่ง ตระเวนประกวดร้องเพลงเพื่อหาเงินมารักษาอาการป่วยของน้องสาว วัย 3 ขวบ ที่ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผ่านมากว่า 20 เวที ไม่เคยได้รางวัลชนะเลิศแม้สักครั้ง เวทีร้องเพลงอาจล้มลุกคลุกคลาน แต่ในเวทีชีวิตจริง เค้าคือผู้ชนะของน้องๆ ..ทุกวันนี้แหย๋ยังคงเดินหน้าต่อเพื่อความฝันที่จะสานต่อดนตรีลูกทุ่งที่เขารัก สมัยเด็ก นพ หรือ ด.ช.ธนานันท์ ปักไคหัง เคยมีปัญหาเรื่องการเดิน เพราะข้อเท้างอเข้าหากัน เข้ารับการผ่าตัดและเข้าเฝือก รักษาจนเดินได้ปกติเหมือนเด็กทั่วไป เมื่อน้องสาวมาป่วยหนักเช่นนี้ เขาจึงรับรู้ความรู้สึกของน้องได้เป็นอย่างดี และหวังว่าในวันหนึ่งน้องจะกลับมาหายดี ..มาเป็นน้องสาวที่สดใสในทุกๆวันของเขา

ครอบครัวมีอาชีพพออยู่รอด แต่เมื่อน้องสาวมาป่วยหนักเช่นนี้ รายได้ที่หามาได้ จึงจำเป็นต้องใช้กับการเดินทางไปรักษา และทำเคมีบำบัด ซึ่งต้องเดินทางจากบ้านในอำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ไปรักษาที่โรงพยาบาลในตัวเมืองนครสวรรค์ ที่ห่างกัน 100 กิโลเมตร

ที่มา>>>ข่าวสด